ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
05-04-2025, 18:28
378,182 กระทู้ ใน 21,926 หัวข้อ โดย 9,412 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: MAN4U
ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)  |  ทั่วไป  |  ชายคาพักใจ  |  พระสงฆ์ประท้วงภาพเขียน “ภิกษุสันดานกา” 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: 1 [2]
พระสงฆ์ประท้วงภาพเขียน “ภิกษุสันดานกา”  (อ่าน 15025 ครั้ง)
eAT
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,066



« ตอบ #50 เมื่อ: 18-10-2007, 16:40 »

โถ แค่ไปที่ www.84000.org ใครๆ ก็ตอบได้ แต่ความจริง คุณไม่รู้เลยว่า ความหมายนั้นคืออะไร??
ไม่อย่างนั้นจะอ้างหรือว่า

ที่จริงผมก็ไม่อยากยุ่ง กับเรื่องนี้อีกนะครับ ที่เขาเรียกว่า  "ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์"
พอเห็นมี คห.มาแย้ง  ผมก็ว่าจะวางเฉยนะครับ   แต่ที่มีคนแย้งมาผมก็ขุ่นใจนะครับ
แต่ถามหน่อย  คนถือศีล ห้า กับ พระสงฆ์ ศีล 227 ข้อเนี่ย   คนจะด่าว่าเสียดสีใครนะครับ โปรดคิดดูกันเองนะ


เกี่ยวกันกันไหนว่า ใครถือศีลกี่ข้อ ไปกล่าวหา คนที่ถือศีลมากกว่า ไม่ได้
ก็อย่างที่ยกตัวอย่าง ชาวบ้านนะไปฟ้อง พระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าท่าน
ถามตอบว่าคนมาฟ้อง ถือศีลกี่ข้อหรือเปล่า คุณนะ ไม่เคยอ่านอ่าน วินัยสงฆ์
เลยไม่รู้ข้อนี้ แล้วมาเขียนมั่วชั่วไปหมด

ยืนยันนะคุณนะไม่รู้จักศีล 227 ข้อแน่นอน ก๊อปมาปะก็เท่านั้น
บันทึกการเข้า
เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #51 เมื่อ: 18-10-2007, 16:55 »

โถ แค่ไปที่ www.84000.org ใครๆ ก็ตอบได้ แต่ความจริง คุณไม่รู้เลยว่า ความหมายนั้นคืออะไร??
ไม่อย่างนั้นจะอ้างหรือว่า

ที่จริงผมก็ไม่อยากยุ่ง กับเรื่องนี้อีกนะครับ ที่เขาเรียกว่า  "ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์"
พอเห็นมี คห.มาแย้ง  ผมก็ว่าจะวางเฉยนะครับ   แต่ที่มีคนแย้งมาผมก็ขุ่นใจนะครับ
แต่ถามหน่อย  คนถือศีล ห้า กับ พระสงฆ์ ศีล 227 ข้อเนี่ย   คนจะด่าว่าเสียดสีใครนะครับ โปรดคิดดูกันเองนะ


เกี่ยวกันกันไหนว่า ใครถือศีลกี่ข้อ ไปกล่าวหา คนที่ถือศีลมากกว่า ไม่ได้
ก็อย่างที่ยกตัวอย่าง ชาวบ้านนะไปฟ้อง พระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าท่าน
ถามตอบว่าคนมาฟ้อง ถือศีลกี่ข้อหรือเปล่า คุณนะ ไม่เคยอ่านอ่าน วินัยสงฆ์
เลยไม่รู้ข้อนี้ แล้วมาเขียนมั่วชั่วไปหมด

ยืนยันนะคุณนะไม่รู้จักศีล 227 ข้อแน่นอน ก๊อปมาปะก็เท่านั้น

 ผมบวชเรียนมานะครับ  ส่วนเรื่องก๊อปยอมรับครับ

 ผมบวชมาเกือบจะ  40 ปี แล้วใครจะไปจำได้ละเอียด

 แล้วที่ผมพูดถึง กับที่คุณอ่านมาน่ะ  คงจะ แบบ ไปไหนมา สามวาสองศอกแล้ว

 เอาๆ ผมยอมแพ้คุณ  พอใจไหม  ขอจบแค่นี้นะครับ
บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
Cherub Rock
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183


น้องๆ ช่วยไปบอกผู้หญิงคนนั้นที ว่าเลิกมองผมได้แล้ว


« ตอบ #52 เมื่อ: 18-10-2007, 17:00 »

ที่จริงคนที่ด่าพระ กับคนที่กราบพระก็คือคนๆเดียวกันนั่นแหละครับ
ยิ่งนับถือมาก ก็ยิ่งผิดหวังมาก

บันทึกการเข้า

"นายกรัฐมนตรีกำลังใช้รัฐสภาประกอบพิธีกรรมสถาปนาอำนาจของตนเองโดยเห็นรัฐสภาเป็นเพียงแค่ตรายาง และปล่อยให้มีการทำร้ายประชาชนถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว" รสนา โตสิตระกูล
eAT
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,066



« ตอบ #53 เมื่อ: 18-10-2007, 19:53 »

หีหึ อยากได้คำตอบหรือ ไม่หรอก คุณไม่อยากได้คำตอบหรอก อ้ายที่ถามเรื่องธรรมวินัย ไม่เห็นจะยาก แค่จิ้มแป้นไม่กี่ที ท่านอรหันต์ Google ก็ให้คำตอบมาหมด แล้วจะได้อะไร อ้ายที่คุณอยากจะพูด อยากจะแสดง มันก็แค่จะบอกว่า ข้านี่แน่กว่าเอ็ง เอ็งนะไม่มีความรู้อะไรหรอก ไม่ต้องต้องอ้อมค้อม มาถามตอบ ไปไหนมา-สองวาสามศอก หรอก

เอามันให้ชัด ผมไม่มีความรู้เรื่องพุทธศาสนามากมายอะไรหรอก แค่นิดหน่อยเพียงพอที่จะแก้ผ้าพวก พุทธแต่ปาก ได้เท่านั้น เหมือนตำรวจ ที่ไม่ต้องถือศีลสักข้อ ก็จับพวก สมี สึกได้

อย่างคุณนะ อย่ามาอ้างเลยว่าบวชเรียนมา ถ้าบอกว่าบวช นะพอเชื่อได้ แต่ไม่ได้เรียนมาหร้อก โทสะ โมหะ อยู่เต็มจนพุงปลิ้น แก้ผ้าแก้ผ่อนให้ชาวบ้านชาวช่องเขาเห็นธาตุแท้กันขนาดนี้ ยังทำมาอวดศักดา ก็เห็นๆ กันอยู่ อ้ายอ้างเรื่องว่าใครถือศีลมากกว่ากัน ก็มั่วจนไม่รู้จะมั่วยังไงแล้วล่ะ

บางคนอาจจะไม่เข้าใจ อธิบแบบง่ายๆ สุดแสนที่จะง่ายเลยว่า ภิกษุณี ถือศีลมากกว่าพระภิกษุ มีอยู่ข้อหนึ่ง ต้องเคารพพระภิกษุ ไม่ว่าจะมีพรรษาน้อยกว่าก็ตาม ซึ่งข้อนี่รับรองว่าพระพุทธเจ้า ไม่ได้ถือศีลข้อนี้แน่นอน ดังนั้นพระภิกษุณี มีศีลมากกว่าพระพุทธเจ้า แสดงว่าอยู่สูงกว่าพระพุทธเจ้าหรือ? บ้าไปแล้วล่ะ ใครถือศีลมากกว่าไม่ใช่แปลว่าทำอะไรถูกกว่า คนถือศีลน้อยกว่า

ที่จริงผมก็ไม่อยากยุ่ง กับเรื่องนี้อีกนะครับ ที่เขาเรียกว่า "ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์"
พอเห็นมี คห.มาแย้ง ผมก็ว่าจะวางเฉยนะครับ แต่ที่มีคนแย้งมาผมก็ขุ่นใจนะครับ
แต่ถามหน่อย คนถือศีล ห้า กับ พระสงฆ์ ศีล 227 ข้อเนี่ย คนจะด่าว่าเสียดสีใครนะครับ โปรดคิดดูกันเองนะ


ใครที่พิมพ์ข้อความข้างบนนี้ ฟันธงได้เลย (โดยไมต้องกลัวว่าธงจะท้อง) ว่า มันผู้นั้น ไม่ใช่พุทธศาสนิกชน เด็ดขาด
ชัดเจนไหม!!!
บันทึกการเข้า
cameronDZ
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,827


my memory


« ตอบ #54 เมื่อ: 18-10-2007, 20:05 »

ถกกันไป ถกกันมา
จวกปาก กันซะแร้วววว
 
เย็นลงหน่อยครับ
ศาสนา (ไม่ว่า พุทธ หรือ ศาสนา อื่น) ไม่ใช่ของใครผู้ใดผู้หนึ่ง
ปัญหา ก็คือ (บาง)คนมักคิดว่า ศาสนาเป็นของตัวเองแต่ผู้เดียวนี่แหละ
 

แก้/เพิ่ม - - ที่ขีดเส้นใต้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-10-2007, 20:12 โดย FreddyRevenge » บันทึกการเข้า

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษ ขอขมา
จากใครแม้แต่สักคนเดียวเลย
...เช่นกัน คำขอบคุณ ก็ยังไม่เคยมีสักคำ...
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ในใจพวกเขาคงคิดคำเหล่านี้อยู่บ้างหรอก
...แค่คิด ไม่ต้องบอกออกมา ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว...
เล่าปี๋
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,417


ทำดีได้ดีมีไฉน ทำชั่วได้ดีมีถมไป


« ตอบ #55 เมื่อ: 18-10-2007, 20:20 »



  ครับผมมันมั่วเองนะ  แต่พระภิกษุณีนะเหรอ 5555

  ไปหาในกลูเกิ้ลก็ได้นะ  หมดไปตั้งพระพุทธเจ้า ปรินิพานแล้ว

   ว่าจะไม่เถียง ไปเสริทหาเลยในกลูเกิ้ล  นี่ได้ทีขี่แพะเหรอ

   คุณจะโพสต์อะไรตอบมา  ผมเลิกอ่านแล้วนะ ไม่ตอบโต้แล้ว ขยันได้ทำไป
บันทึกการเข้า

ขงเบ้งดูดาว เฮอะเอ่อเอ้ย เมื่อดาวตก เสียวในหัวอกเมือเห็นดาว
ไม่พราวไสว  หรือว่าตัวเราจะหมดบุญ จึงเป็นไป
ดาวที่สดใสเมื่อก่อนนั้น  พลันมืดมัว....
eAT
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,066



« ตอบ #56 เมื่อ: 18-10-2007, 22:20 »

พูดถึง Google นี่มันขี่แพะตรงไหน ใครๆ เขาก็ใช้กัน ใครจะมานั่งเปิดพระไตรปิฎก แล้วพิมพ์พระสูตร เวลากล่าวอ้าง?? เขาก็หาเอาจาก เจ้า Google นี่แหละ แล้วเอามาแปะ ที่สำคัญ เวลาแปะ อ่านเข้าใจหรือเปล่า ไม่เห็นจะเป็นเรื่องประหลาด มหัศจรรยตรงไหนเล้ย

ที่จะก็ไม่อยากจะปะทะกันแรงๆ (อืมแรงหรือ ยังไม่ได้ใช้คำอะไรอย่างที่คนอื่นที่บวชเลย) ก็หลบไปแล้ว ยังจะอยากให้ตอบตรงๆ ก็ตอบตรงแล้ว ยังจะไม่พอใจอีก ตรงจนไม่รู้จะตรงยังไงแล้ว

++++++++++++++
ไม่ได้คิดว่า ศาสนา เป็นของตัวเองสักหน่อย ขนาดบางที เห็นพวกที่อ้างคำสอน คริสต์ มั่วๆ ชั่วๆ ยังโพสต์ไปตักเตือน แถมแนะนำให้ไปอ่าน คัมภีร์ใหม่ ว่าที่พระเยซูสอนนั้น ที่จริงท่านสอนอะไร เหมือนกันกับที่เขียนเพ้อในเว็บบอร์ด ให้คนอื่นเขาเข้าใจ คำสอนผิดๆ ไป ก็ยังทำมาแล้ว แล้วยิ่ง พุทธ ที่ตัวเองนับถือ ก็น่าจะแก้ เรื่องที่ผิดๆ แบบนี้บ้างสิ หรือว่าจะให้นิ่งเฉยเสีย เจอบางคน แรงเหลือเกิน ประเภท ศีล ชั้นสูงกว่า ถือศึล 8 สวดมนต์ประจำ แต่ให้ตายเถอะ ถามเรื่องไตรลักษณ์ ยังไม่รู้เลยว่าคืออะไร ดันมาบอกว่า ข้าเจ๋ง!!! เอาเข้าไป
บันทึกการเข้า
soco
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,842



« ตอบ #57 เมื่อ: 18-10-2007, 22:29 »

เอางี๋น่ะครับ เราเหล่า ฆราวาส ทั้งหลาย

เรามาว่ากันต่อเรื่อง กิเลส ตัณหา ราคะ ในบรรดาเหล่า ฆราวาส จะดีมั๊ยครับ

ผมว่ามีเรื่องอีกเย๊อะที่จะคุยกันได้อรรถรสกว่านี้ น่ะครับ 
บันทึกการเข้า
eAT
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,066



« ตอบ #58 เมื่อ: 18-10-2007, 23:44 »

ขออภัยอย่างสูง คุ้นๆ ว่าจะจำผิด ในที่สุดก็จำผิดจริง ไปค้นมาจาก พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน หน้า 274
เรื่องพระเทวตัต เสนอศีลเพิ่มเติม เป็น 5 ข้อนะครับ ไม่ใช่ 10
1. ขอให้อยู่ป่าตลอดชีวิต
2. ไม่ให้รับกิจนิมนต์ บิณฑบาตตอลดชีวิต
3. ให้ถือผ้าบังสุกุล ไม่ให้รับผ้าจากชาวบ้าน
4. ให้อยู่โคนต้นไม้ ไม่ให้อยู่ในที่มุงบัง (ที่สร้างเพื่อร่มเงา)
5. ไม่ฉันเนื้อสัตว์
พระพุทธเจ้า ปฏิเสธ 4 ข้อ ให้ทำตามสมัครใจ ส่วนข้อที่ 5 ให้ได้เฉพาะเนื้อสัตว์ที่บริสุทธิ์ 3 ประการ คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟัง ไม่ได้นึกรังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อตน พระเทวทัตเลยไปประกาศว่า ตนเองเคร่งกว่าพระพุทธเจ้า
บันทึกการเข้า
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #59 เมื่อ: 19-10-2007, 13:41 »

 

กระทู้ของผม Hot ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
********Q********
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,520


I'm Looking At You.


เว็บไซต์
« ตอบ #60 เมื่อ: 19-10-2007, 13:53 »

 

เรื่องศาสนา คุยกันได้แต่ต้องใจเย็นๆครับ

ผมว่าหนักกว่าเรื่องการเมืองอีก
บันทึกการเข้า

see - u
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,370


.......... I'm not Supergirl


« ตอบ #61 เมื่อ: 20-10-2007, 09:44 »

*  เคยแปะงานเขียนชิ้นนี้ของ ... โชคชัย  บัณฑิต  ... ไว้ใน   ทู้   หนึ่ง

    เอามาแปะ  ทู้  นี้ด้วยดีกั่วววว  ........   ( จริง ๆ แล้วมันก็ไม่เกี่ยวกันโดยตรงแบบเป๊ะ ๆ หรอก  )

    ศิลปิน ... คนหนึ่ง  วาดภาพ  ที่  เปรียบเปรย   เกี่ยวกะ  พระที่อาศัยผ้าเหลืองหากินว่ามีสันดานแบบ  >>  กา

    ส่วน  นักเขียน  คนหนึ่ง .... เขียนกลอน  เกี่ยวกะ   ศัทธา   ที่  งมงายในเรื่องวัตถุมงคล


    ซึ่งมันก็คือ  มุมมอง  ที่สะท้อนถึงอีกแง่มุมหนึ่งของศาสนา ... ว่า  มันก็มี  แบบนี้เหมือนกันนะ 

    ...........   ไม่เห็นจะแตะต้องไม่ได้ตรงไหน ??


       
          "   พระพุทธรูปเศียรหัก                           นางกวักหัวหายแขนซ้ายหลุด

              พ้นความต้องการเกรงบ้านทรุด              เป็นสิ่งชำรุดสิ้นราคา

              เป็นสิ่งชำรุดวิปริต                             เกรงอิทธิฤทธิ์สิ้นสง่า

              อุบาทว์ก็อุบัติสิ้นศัทธา                       นำมาทิ้งวัดจัดแก้เคล็ด

              สุมทั่วบัวหายรายวิหาร                       ศัทธาร้าวรานใช้งานเสร็จ

              แปรอัปมงคลดั่งต้นเท็จ                      ปลายจึงระเห็จแค่เศษดิน

              เจดีย์ด่างดำชอกชำรุด                       พระพุทธรูปก็ร่วงบิ่น

              ลูกเจ้าเขาเขียวยิ่งราคิน                      ดาบ - มีดโกมินทร์ก็สิ้นมนต์

              เคยอยู่ยังหิ้งเป็นมิ่งขวัญ                     คืนสู่สามัญมิ่งขวัญหล่น

              จาก หิน ดิน ทราย หมายมงคล             กลับไปตั้งต้นมงคลมลาย

              วัดคือที่พึ่งประหนึ่งเว็จ                        ค่าแค่แก้เคล็ดสำเร็จหมาย

              พระไตรปิฏกเหมือนตกกระจาย               จากต้นจนปลาย ฤ คลายเท็จ "



*  ผู้เขียน โชคชัย บัณฑิต  = = > เนชั่นสุดสัปดาห์  28 กุมภา - 6 มีนา 2540

    อ่อ ...  โชคชัย  เค๊าได้ซีไรต์ ปี  2544 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-10-2007, 09:51 โดย see - u » บันทึกการเข้า

    " I  will  unforgive  you  to  do  the  bad  thing  like  this. "   

                           

                        The  fox  changes  his  skin  but  not  his  habits.   *

                 Superman ( It's Not Easy )   >>  http://www.ijigg.com/songs/V2B7G4GPD
    
    
   "  กฏหมายต้องเดินหน้าเอาผิดต่อคนไม่ดี  ........  ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมากล่าวเอาโทษกฏหมาย  "

                                     
                                          
Can ไทเมือง
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,486



เว็บไซต์
« ตอบ #62 เมื่อ: 20-10-2007, 10:00 »

ถ้าคนพวกนี้ได้อ่าน "ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน" ของจิตร ภูมิศักดิ์

คงไม่ออกมาชักดิ้นชักงอ

พระผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ออกมาสนับสนุนด้วยซ้ำ

มันก็แค่มุมมองที่แตกต่าง ถ้าถาพส่งผลสะเทือนได้ นั่นก็คือศิลปินได้ทำหน้าที่สำเร็จแล้ว
บันทึกการเข้า

aiwen^mei
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,732



« ตอบ #63 เมื่อ: 28-10-2007, 15:55 »

เบื้องหลังภาพ "ภิกษุสันดานกา" ตัวจริง-เสียงจริง "อนุพงษ์ จันทร"

โดย เชตวัน เตือประโคน


เป็นข่าวคราวครึกโครมกับภาพเขียนชื่อ "ภิกษุสันดานกา" ของเขา ที่คว้ารางวัลประกาศนียบัตรเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทองประเภทจิตรกรรม จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53

ข่าวที่ว่า "เกิดจากการประท้วงของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มสงฆ์" ที่เห็นว่าภาพเขียนชิ้นนี้ไม่เหมาะสม เป็นการเหยียดหยามพระภิกษุและพระพุทธศาสนา

นั่นคือ "ความเห็นต่าง" ที่เขาบอกว่า ไม่ใช่เรื่องผิด-ถูก แพ้-ชนะ แต่เพื่อการวิเคราะห์ทำความเข้าใจกัน

กับชีวิตเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาท่ามกลางวิถีชนบท อยู่กับเรือก สวน ไร่ นา ครอบครัวคาดหวังให้รับราชการ มีหน้าที่การงานมั่นคง

"แต่ทว่า เขากลับ "ดื้อ" และรั้นที่จะเลือกเดินบนเส้นทางของ "ศิลปิน..." คำที่เมื่อคนส่วนใหญ่ได้ยินมักพ่วงท้ายเพิ่มให้ว่า "ไส้แห้ง""

อนุพงษ์ จันทร อายุ 27 ปี เกิด เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2523 ที่บ้านหนองกระจับ ต.ดงพระราม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

เรียนจบชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง มาต่อระดับ ปวช.ที่ วิทยาลัยช่างศิลป์ กรมศิลปากร ลาดกระบัง, สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 2 ศิลปไทย คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และระดับปริญญาโท สาขาวิชาศิลปะไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร

ปัจจุบัน "อนุพงษ์" เป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิจิตรศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (ลาดกระบัง)

ด้านครอบครัว ชายหนุ่มมีแม่ชื่อ "สำรวย บุญใช้" ประกอบอาชีพทำสวน ส่วนพ่อที่ชื่อ "สุวิทย์ จันทร" นั้น หย่าร้างแยกทางกับแม่ตั้งแต่ก่อนที่อนุพงษ์จะลืมตาดูโลก

แต่ถึงกระนั้น สภาพครอบครัวที่เขาเติบโตมาก็ยังถือว่าอบอุ่น บ้านที่แวดล้อมด้วยแมกไม้เขียวครึ้มหลังนั้น มีทั้ง ตา ยาย น้า แม่ พี่ชาย ถือเป็นครอบครัวใหญ่ ถึงแม้ในภายหลังจะแยกมาสร้างบ้านเพิ่มเติม แต่ก็ยังอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันที่ชะเง้อคอเรียกหามองเห็นหน้า

ในฐานะ "เด็กดื้อ" คนหนึ่ง ชีวิตของอนุพงษ์น่าสนใจ

"ในฐานะ "ศิลปิน" มุมมองความคิดของเขาเกี่ยวกับแวดวงศิลปะยิ่งน่าฟัง"

""""""""""""

- "ชีวิตวัยเด็กที่ต่างจังหวัด?"


เป็นครอบครัวชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา จ.ปราจีนบุรี ในบ้านมี ตา ยาย แม่ น้า และพี่ชาย ส่วนพ่อเลิกกับแม่นานแล้ว

นิสัยส่วนตัวผมเป็นคนขี้อาย ไม่ชอบเข้าสังคม อยู่แต่บ้านปลูกต้นไม้ขาย ทำสวนผักต่างๆ เพราะการขอเงินค่าขนมทางบ้านจะมีข้อต่อรองว่า ให้ทำงาน เช่น ปลูกผักขาย ซึ่งก็ขายให้กับแม่ตัวเองนั่นแหละ จริงๆ แล้วมันเป็นการสอนลูกให้รู้จักทำงาน ไม่ใช่แบมือขอเงินอย่างเดียว

ชุมชนที่อยู่เป็นหมู่บ้านห่างๆกัน ไม่ติดกันมากเหมือนปัจจุบันนี้ เมื่อก่อนเด็กๆ สามารถไปมาหาสู่กัน เข้าบ้านนี้ออกบ้านนั้นได้ รู้จักกันเกือบทั้งหมด จำได้ว่า เวลาฤดูมะม่วงสุกเด็กแถวนั้นก็กรูไปเก็บมะม่วงที่หล่นเพราะลมฝน เอามากิน เก็บเอาไว้ทำมะม่วงกวน เก็บมากแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า แต่ทุกวันนี้มันไม่มีแล้ว เพราะเจ้าของสวนส่วนใหญ่เขาหวง เดี๋ยวนี้เข้าสวนใครต้องระวังให้ดี

- "สนใจศิลปะได้อย่างไร?"

โดยธรรมชาติของเด็ก ทุกคนชอบขีดเขียนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไอ้ความชอบแบบนี้จะมีการส่งเสริมผลักดันให้ไปในแนวทางนี้หรือเปล่า ผมโชคดีที่มีคนส่งเสริม มีคนที่สร้างความเข้าใจระหว่างผมกับแม่ เพราะทางบ้านเขาอยากให้รับราชการ


ได้มารู้จักศิลปะตอนสักประมาณ ม.2-ม.3 จากอาจารย์จินดา กิมมูล ซึ่งเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง

พี่ชายของผมเคยเรียนศิลปะกับท่านมาก่อน ผมก็เลยไปคลุกคลีกับอาจารย์ด้วย เช่น เขียนป้าย สกรีนเสื้อ พอสนิทสนมกันมากขึ้นท่านก็ช่วยสอนศิลปะให้ กระทั่งเรียนจบ ม.3 อาจารย์ก็ถามว่าอยากเข้า ม.ศิลปากร ไหม..! ถ้าอยากต้องมาเรียนต่อที่ช่างศิลป์ เพราะที่นั่นจะสอนพื้นฐานเกี่ยวกับศิลปะทั้งหมดที่ทำให้สามารถสอบเข้า ม.ศิลปากรได้ เพราะถ้าเกิดเรียน ม.ปลายต่อที่เดิมอาจารย์จะสอนได้ในระดับหนึ่งไม่สามารถชี้ได้ตรงจุด

- "ตัดสินใจมาเรียนวิทยาลัยช่างศิลป์?"

ความจริงแม่อยากให้รับราชการ เพราะในความคิดของท่าน หน้าที่การงานที่คิดถึงก็จะเป็น ครู ทหาร ตำรวจ แต่ทางศิลปะ ท่านไม่รู้ว่าเรียนจบไปแล้วทำอะไรได้บ้าง

ตอนเรียน ปวช.ปี 1 แม่เคยตามเข้ามาในกรุงเทพฯ มาร้องไห้ขอให้ผมกลับไปเรียนที่บ้าน บอกไปเรียนช่างก่อสร้างก็ได้ ซึ่งมีงานทำชัวร์ คือ ท่านมองว่าเรียนจบมาแล้วมีงานทำ แต่ว่าศิลปะท่านไม่รู้ อย่างแม่เคยถามว่าเรียนศิลปะเป็นครูได้มั้ย รับราชการได้หรือเปล่า

ตอนนั้นก็ยังดื้อ เพราะอยากเขียนรูปเป็น เลยยังเรียนต่อที่วิทยาลัยช่างศิลป์จนจบ ปวช. ซึ่งคือเทียบเท่ากับ ม.6 จากนั้นก็สอบเอ็นทราซน์เลือกเรียนต่อคณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากร

- "ผ่านการประกวดงานจิตรกรรมมาเยอะ ได้รางวัลมามาก?"

เดิมทีไม่เคยรู้จักการประกวดเลย ขณะที่เพื่อนสมัยเรียนช่างศิลป์หลายคนรู้จักดี เพราะตอนนั้นวันหยุดต้องกลับไปช่วยงานที่บ้าน เช้าวันจันทร์ถึงขึ้นรถไฟมาเรียน

ผมมารู้จักงานประกวดรายการต่างๆ ก็ตอนเรียนที่ศิลปากร เห็นเพื่อนหรือรุ่นพี่เขาส่งประกวด ก็เลยอยากส่งบ้าง เป็นความรู้สึกอยากแสดงงาน อยากมีงานในนิทรรศการหรือในสูจิบัตรบ้าง ก็เลยเริ่มส่งประกวด แต่งานทุกชิ้นที่ทำไม่ได้ทำเพื่อการนี้ มันเป็นงานที่มีอยู่แล้ว

งานศิลปะไม่ได้หยุดอยู่แค่การประกวด "ไม่ใช่ว่าได้รางวัลแล้วเป็นศิลปิน" ไม่ใช่ข้อวัดทั้งหมด ดูเห็นตัวอย่างจากศิลปินใหญ่ๆ หลายท่านได้ คือเขาทำงานตลอด ซึ่งเราจะเห็นวิถีชีวิต วิธีการทำงานของเขา พบว่าศิลปินเหล่านี้ทำงานหนัก พิสูจน์ตัวเองทั้งชีวิต

- "กว่าจะเป็นภาพแต่ละชิ้น ต้องสั่งสมอะไรบ้าง?"

งานแต่ละชุดได้แรงบัลดาลใจต่างกัน งานสร้างสรรค์ชิ้นแรกของผม ได้ไอเดียจากลายปักผ้าของบาหลี ที่เป็นรูปทรงเรขาคณิตต่างๆ รวมๆ เป็นรูปภูตผีปีศาจ ผมก็เอามาทดลองสร้างงานตัวเองดู ตอนแรกก็ใช้เฟรมเล็กๆ หลายๆ ชิ้นต่อประกอบ พอออกมาจะคล้ายขุมนรกขุมใหญ่ โยงกับความเชื่อไทยเรื่องบาปบุญคุณโทษ จากนั้นก็มามองในงานแบบประเพณีดั้งเดิมของเรา

ช่วงต่อมาก็มองสภาพความเป็นจริงในสังคม โยงกับความเชื่อ กลายมาเป็นเรื่อง "เปรตภูมิ" ซึ่งตอนเด็กยายมักเอาเรื่องพวกนี้มาขู่ เช่น หากด่าพ่อด่าแม่ ตายไปปากจะเล็กเท่ารูเข็ม การตีพ่อตีแม่ตายไปมือจะโตเท่าใบลาน

สิ่งพวกนี้เป็นกุศโลบายที่คนโบราณสอนลูกหลานให้ละอาย เกรงกลัวต่อการทำบาป


- "คิดยังไงกับคำว่าศิลปะเพื่อชีวิตหรือศิลปะเพื่อสังคม?"

ผมว่าศิลปะกับชีวิตมันมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กันอยู่ ศิลปะรับใช้ชีวิตประจำวัน อย่างคุณตาผมเป็นชาวไร่ชาวนา ศิลปะที่ท่านมีและทำได้คือ การสานเข่ง บุ้งกี๋ นั่นเป็นศิลปะที่ออกมาเป็นอุปกรณ์ใช้สอย เพียงแต่ว่าท่านไม่รู้หรอกว่ามันเป็นศิลปะ

ส่วนงานศิลปะเพื่อสังคมคือ งานที่มีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงออกเพราะผลกระทบที่มาจากสภาพแวดล้อม หรือความเป็นอยู่ของสังคม ณ ขณะนั้น ซึ่งแต่ละสังคมก็ต่างกันไป อย่างสภาพสังคมบ้านเราตอนนี้

โดยรวมผมมองว่า มีความวุ่นวายในลักษณะที่คนเราไม่รู้จักพอ แก่งแย่ง อยากได้อยากมีเกินความจำเป็น ก็เลยก่อให้เกิดการกระทำผิดต่างๆ

- "งานศิลปะสื่อถึงตัวตนคนทำด้วย?

งานของผม ก็คือความเป็นตัวตนของผม อย่างความเชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษ เรื่องผลแห่งกรรม ซึ่งผมถูกปลูกฝังมาแต่เด็ก เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นสิ่งที่เตือนสติที่ตา-ยายปลูกฝังมา ก็เลยถ่ายทอดออกมาในผลงาน

ยายมีส่วนมากในการปลูกฝังความเชื่อต่างๆ ผมเองเป็นเด็กก็รับเอาไว้ ไม่มีการตั้งแง่ว่าดีไม่ดี จากนั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้ก่อนจะออกมาเป็นผลงาน

- "วงการศิลปะไทยและศิลปะโลกเป็นอย่างไร?"

วงการศิลปะบ้านเรายังรับรู้อยู่ในวงแคบ รู้กันเฉพาะกลุ่ม แต่ว่าพอเกิดเหตุการณ์ประท้วงภาพ "ภิกษุสันดานกา" ขึ้นมา ข้อดีคือ เกิดความตื่นตัวของคนในวงการศิลปะ บางคนสะเทือนใจรับไม่ได้ แต่บางคนก็รับได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แพ้หรือชนะ แต่เป็นประสบการณ์ที่เราจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากกว่า

สำหรับวงการศิลปะระดับโลก อาจแตกต่างกับบ้านเราหน่อย ในเรื่องการเปิดกว้างทางความคิดและการแสดงออก ผมมองว่าบ้านเรามีขอบเขตอยู่บ้าง อาจด้วยเรื่องของประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นตัวกำหนด

ศิลปินบ้านเราไปไม่ไกลถึงระดับโลก เพราะขาดการส่งเสริม รวมถึงการสร้างความเข้าใจให้กับคนในสังคมด้วย ทั้งที่ทักษะฝีมือ ความคิดของคนไทยสามารถสู้ต่างชาติได้สบาย การที่จะแสดงงานต่างประเทศสักครั้ง ถ้าเราไม่มีกำลังทรัพย์พอดำเนินงานได้ก็ทำไม่ได้

- "งานวิทยานิพนธ์ "เปรตร่วมสมัย (Comtemporary Of Pret)" มีที่มาอย่างไร?"

ผมอยากเสนอแนวคิดเกี่ยวกับคติความเชื่อเรื่องเปรต ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน ที่ว่ามีคนบางกลุ่มบางจำพวกมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากศีลธรรมอันดีแอบแฝงอยู่ และหาผลประโยชน์จากคนอีกกลุ่มหนึ่ง

งานชิ้นนี้มองในประเด็นที่ว่า ปัจจุบันมีพวกอลัชชีแอบแฝงเข้าหาผลประโยชน์จากแรงศรัทธาของคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ที่จะทำบุญ มันเป็นเป็นความจริงที่เรารับรู้ได้จากสื่อ ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ แล้วมันสะเทือนใจสำหรับชาวพุทธทั้งหมด ถ้าผมนับถือศาสนาอื่น ผมคงไม่รู้สึกสะเทือนใจกับสิ่งเหล่านี้

"ภิกษุสันดากา" ก็เป็นภาพในชุดผลงานเดียวกัน ทำต่อเนื่องมาจากแนวคิดเดิม เพียงแค่เปลี่ยนรูปทรงงานแต่ละชิ้นให้แตกต่างกันไป

- "เทคนิคที่ใช้ในงานถูกวิจารณ์เยอะ?"

โดยเนื้อหาที่เขียนเกี่ยวกับคนที่แอบแฝงในพระพุทธศาสนา โดยอาศัยผ้าจีวรเป็นเครื่องบังหน้า และการที่ผมจะสร้างงานศิลปะที่สมบูรณ์ ลงตัวทั้งเนื้อหาและรูปทรง วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ต้องผสมผสานกันได้แนบเนียน

เดิมผมเขียนภาพนี้บนแคนวาส แต่พอออกมาพบว่าเนื้อหาไม่ลงตัว แบ๊คกราวด์ไม่มีความหมาย ก็เลยทดลองใหม่โดยเอาผ้าจีวรมาเขียนรูปลง ซึ่งให้ความหมายสอดคล้องกับความจริงที่ว่า มีคนเข้าไปแอบแฝงในพระพุทธศาสนา และภาพที่ผมสื่อเป็นภาพที่ซ่อนหรือแฝงอยู่ในผ้าจีวร เนื้อหามันเลยตรงประเด็น

- "มันแรงไปจนคนสะเทือนใจ?"


มันย่อมรุนแรงอยู่แล้ว เพราะในมุมมองของพุทธศาสนิกชน เรามองพระสงฆ์แต่ด้านดี คือ เป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา

แต่ก็ต้องมองอีกด้านหนึ่งด้วยว่า ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่แอบแฝงเข้ามาบ่อนทำลายพุทธศาสนา ทำให้ความศรัทธาในตัวพระสงฆ์ของชาวบ้านเสื่อมไป พระดีๆ มีอยู่เยอะ แต่ก็อย่าลืมว่ามีอีกกลุ่มซึ่งเป็นส่วนน้อยที่ทำให้ศาสนาเสื่อม

พอรูปนี้ออกมามันย่อมสะเทือนใจ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของงานศิลปะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในด้านความสวยงาม ความหมาย ความรุนแรงด้านเนื้อหา มันมีผลหมด เพียงแต่ผู้ชมภาพจะมีประสบการณ์กับสิ่งที่เห็นอย่างไร ตีค่าความสะเทือนใจนั้นออกมาในรูปแบบไหน อย่างงานของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ผมสะเทือนใจในด้านความสวยงาม ประณีต วิจิตรบรรจง

- "การถูกต่อต้านบั่นทอนกำลังใจในการทำงานไหม?"

ไม่เลย ผมยังคงทำงานเป็นปกติ อย่างที่บอกว่ามันเป็นโอกาสดีสำหรับวงการศิลปะที่จะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนว่า ศิลปะมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง สร้างความเข้าใจให้กับผู้คนว่าจริงๆ แล้วปัญหาสังคมเกิดอะไรอยู่ ควรแก้ปัญหาอย่างไร ผ่านภาพสะท้อนจากงานศิลปะ ผมถือว่างานศิลปะคือกระจกที่จะสะท้อนความเป็นไปของสังคมและเศรษฐกิจของบ้านเมือง

บางคนว่า วิกฤตตรงนี้เป็นโอกาสที่ทำให้ผมมีชื่อเสียง คือมันเป็นไปของมันโดยธรรมชาติของมัน จากสื่อ จากการพูดถึง ก็นำมาซึ่งความรู้จักในตัวงาน ว่างานนี้กำลังเป็นที่สนใจของสังคม คนส่วนใหญ่สนใจ ไม่ใช่เรื่องที่เราคาดคิดมาก่อน

- "ได้พูดคุยกับทางบ้านบ้างไหมต่อเหตุการณ์นี้?"

ไม่ค่อยพูดเรื่องนี้ให้ยายฟังเท่าไหร่ แต่พ่อกับแม่เขาเข้าใจ เขาก็เป็นชาวพุทธคนหนึ่ง และเห็นปัญหาที่มันเกิดขึ้นจริงในสถาบันของสงฆ์ ว่ามีคนไม่ดีแอบแฝงอยู่จริง เขาเข้าใจว่าสิ่งที่เราสื่อออกไปมีจุดประสงค์อย่างไร ไม่สร้างความลำบากใจต่อที่บ้าน

- "ก้าวต่อไปของคุณจะเป็นอย่างไร?"

คงทำงานศิลปะต่อไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่องรูปแบบการพัฒนาผลงานต่างๆ มันจะค่อนข้างเป็นไปตามประสบการณ์และวัยของเรา ไม่ได้กำหนดว่าจะทำงานแบบนี้ แบบนั้น เรื่องการสอนหนังสือตอนนี้ก็เป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผม เพราะตอนเป็นนักเรียนเราเป็นผู้รับ พอเป็นอาจารย์เราต้องเป็นผู้ถ่ายทอด เปลี่ยนบทบาทใหม่ เป็นสิ่งที่ท้าทายว่าจะถ่ายทอดอย่างไรให้นักศึกษาเข้าใจ

"ทางบ้านเข้าใจเรื่องการเรียนศิลปะหรือยังตอนนี้?"

เข้าใจนะ คือเขาเข้าใจเรื่อยๆ ว่า สิ่งที่เราทำมันเลี้ยงดูชีวิตเราได้อย่างไร มันสร้างอะไรขึ้นมาบ้าง ก็ค่อยๆ นำเสนอ หรือค่อยๆ เอาข้อมูลยัดใส่ให้กับที่บ้าน ว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่ ถึงไหนแล้ว

ศิลปิน ถ้ารักและศรัทธากับงานศิลปะจริงๆ "ไม่ไส้แห้ง" หรอก

"ศิลปะถ้าเรารู้จักเอามาใช้ในชีวิตประจำวันมันอยู่ได้ คนเราถ้าขยันไม่มีทางอดตาย"

หน้า 17


http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01fun01281050&day=2007-10-28&sectionid=0140

เช้านี้ ได้อ่านบทสัมภาษณ์ศิลปินท่านนี้แล้วรู้สึกชื่นชม สมกับเป็นคนรุ่นใหม่   

ขออนุญาตนำมาโพสต์ค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-10-2007, 15:56 โดย aiwen^mei » บันทึกการเข้า

有缘千里来相会,无缘对面不相逢。
Şiłąncē Mőbiuş
ขาประจำขั้นที่ 3
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5,215



เว็บไซต์
« ตอบ #64 เมื่อ: 29-10-2007, 09:10 »

กระทู้นี้ยังไม่จบอีกเหรอเนี่ย 
บันทึกการเข้า



“People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.”

. “ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาลของตนเอง รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน” .

. แวะไปเยี่ยมกันได้ที่ http://silance-mobius.blogspot.com/ นะครับ .
หน้า: 1 [2]
    กระโดดไป: