ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)

ทั่วไป => สภากาแฟ => ข้อความที่เริ่มโดย: คำตัดพ้อของใบไม้ ที่ 21-09-2006, 10:43



หัวข้อ: ผู้นำคนใหม่ถ้านำปัญหาภาคใต้มาพิจารณาควบคู่ไปด้วย ถ้าเป็นไปได้ใคร่ขอเสนอ-----
เริ่มหัวข้อโดย: คำตัดพ้อของใบไม้ ที่ 21-09-2006, 10:43
 :) :) :)

  วันนี้เดินทอดน่องเสรีไทย  ด้วยความสบายใจ  สดชื่น
อารมณ์ดีค่ะ  เพราะประทับใจในความนุ่มและลึกกับการ
ปฏิรูปบ้านเมือง  ของเหตุการณ์ที่ผ่านมา-------


---นี่หล่ะค่ะ  คือความเป็นไทย  คือคนไทย  มักจะทำอะไร
แบบ ประนีประนอม  ยืดหยุ่น  รักความเป็นไทย  นุ่มลึก


ครั้งหนึ่ง  เมื่อเหตุการณ์วุ่นวาย  เรื่อง การยุบสภาที่ขาดเหตุ
ผลเพียงพอ  มีการเลือกตั้งที่ขาดความชอบธรรม  น้ำหนัก
ไปทางพรรคเดียว  ก็มีการต่อต้านออกมาในรูปของการ
คว่ำบาตร  ฉีกบัตรเลือกตั้ง  จนในที่สุดต้องดึงศาลมาเป็นตัวตัดสิน
จนท้ายที่สุด  ต้องลงเอยด้วยการ----กกต ติดคุก  ซึ่งเรื่อง
ก็จบไปด้วยดีหนึ่งเรื่อง  ซึ่งค้นพบว่าปัญหาที่แท้จริงมาจาก
กกต ถูกแทรกแซง  จึงขาดความชอบธรรมในการปฏิบัติงาน
และผลสุดท้าย  กกต  ก็ได้รับการถูกลงโทษไปตามกฏเกณฑ์
ของความถูกต้อง  และตามข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็น



  มาวันนี้  ครั้งที่สอง  มีการปฏิรูป  ปฏิวัติ ยึดอำนาจ  ด้วยความ
นุ่มและลึก  มีที่มาที่ไป  มีการวางแผน  มีการปฏิบัติไปอย่าง
มีความประนีประนอม  และเต็มไปด้วยเหตุและผล  มีจุดยืนอยู่บน
พื้นฐานของข้อเท็จจริงทุกประการ  มิว่าฝ่ายใด  อย่างไรก็ต้องน้อม
รับ  ยกเว้นคนที่มีจุดยืนอยู่บนความดื้อด้าน  ดันทุรัง  มองเห็น
อำนาจเป็นเครื่องหอม  ก็อาจจะไม่ยอม  แอบหลบเลียแผลใจ
ไปบ้างก็ไม่ว่ากัน



  ต่อไป  ก็จะเริ่มมีการคัดเลือก  สรรหา  ท่านนายกคนกลาง
เพื่อมาปรับมาแก้รัฐธรรมนูญ  มาบริหารประเทศชั่วคราวจนกว่า
จะมีการเลือกตั้ง  ถ้าเป็นไปได้  ใคร่ขอนำเสนอ----

  -----  ท่าน  พลากร    ท่านองคมนตรี คนปัจจุบัน
เป็น  นายกรัฐมนตรี  คนกลางไปพลางก่อนนะคะ  ด้วยเหตุผลที่ว่า
ไหนๆ  ก็จะมีการปรับการเปลี่ยน  การปรับปรุงในบ้านเมืองแล้ว
ก็เหมารวมแก้ปัญหาภาคใต้ไปทีเดียวไปเลย  มิดีกว่าเหรอคะ

  ด้วยท่านพลากร  เคยเป็นผู้ว่าจังหวัดปัตตานี  เคยเป็นผู้อำนวย
การ ศอบต  มาก่อน  ท่านคุ้นชินกับปัญหาภาคใต้เป็นอย่างดี
ท่านจะได้ช่วยในเรื่องปัญหาภาคใต้ได้ดีมาก   

   เพื่อนสมาชิกในบอร์ดนี้  คิดไงกันบ้างคะ  เกี่ยวกับท่านนายกคนกลาง
อยากฟังคะ


หัวข้อ: Re: ผู้นำคนใหม่ถ้านำปัญหาภาคใต้มาพิจารณาควบคู่ไปด้วย ถ้าเป็นไปได้ใคร่ขอเสนอ-----
เริ่มหัวข้อโดย: คำตัดพ้อของใบไม้ ที่ 21-09-2006, 10:54
พลากร สุวรรณรัฐ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to: navigation, ค้นหา
สารานุกรมประเทศไทย...
นายพลากร สุวรรณรัฐพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นบุตรของนายพ่วง สุวรรณรัฐ อดีตปลัดและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ม.ร.ว.ประสานสุวรรณ สุวรรณรัฐ (ทองแถม) สมรสกับคุณหญิงทัศนียา สุวรรณรัฐ

[แก้]
การศึกษา
โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๐๙
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๑๓



[แก้]
หน้าที่การงาน
ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พ.ศ. ๒๕๓๖
รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ลาออกจากราชการเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๔ หลังจากถูกย้ายออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ ศอ.บต.
ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี
เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๔[/color]

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3_%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90


หัวข้อ: Re: ผู้นำคนใหม่ถ้านำปัญหาภาคใต้มาพิจารณาควบคู่ไปด้วย ถ้าเป็นไปได้ใคร่ขอเสนอ-----
เริ่มหัวข้อโดย: คำตัดพ้อของใบไม้ ที่ 21-09-2006, 11:10
ศูนย์บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศ.อ.บ.ต.) เป็นแนวคิดที่ดีมากในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ครับ
 ผมจะอธิบายให้ฟัง



เหตุผลก็คือวัฒนธรรมมุสลิมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้งความเป็นลักษณะเฉพาะท้องถิ่น คือ มีเฉพาะที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น
 และ มีวัฒนธรรมที่เป็นลักษณะร่วมของวัฒนธรรมสากล วัฒนธรรมในพื้นที่แห่งนี้ ถูกผลิตและแสดงมาในลักษณะของ ภาษา ศาสนา กติกาการ
อยู่ร่วมกัน พูดง่ายๆก็คือ คุณจะกฎหมายที่ใช้ทั่วประเทศบางอย่างไปใช้ในท้องถิ่นนั้นๆเป็นเรื่องไม่สมควรเพราะเป็นท้องถิ่นลักษณะเฉพาะ
 

เท่าที่ผมรู้มาว่าเขาแตกต่าง ไม่เพียงแต่กับพุทธนะครับกระทั้งกับมุสลิมด้วยกันเขายังมีลักษณะเฉพาะอยู่มากเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นวัฒน
ธรรมมุสลิมที่เกี่ยวกับภาษา วัฒนธรรมด้านภาษาของชาวมุสลิมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากจะสื่อสารกันด้วยภาษาพูดภาษาไทยแล้ว
 ยังมีการใช้ภาษาพูดที่เป็นภาษามลายูที่เรียกว่า "ภาษามาเลย์/ภาษามลายู" หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า"ภาษายาวี" ทั้งที่เป็นภาษามลา
ยูถิ่นและภาษามลายูกลาง เป็นหลัก


ในส่วนภาษาเขียนนอกจากเขียนภาษาไทยแล้ว ยังมีภาษาเขียนในท้องถิ่น ทั้งภาษามลายูกลางและมลายูถิ่นปัตตานี ในสองลักษณะคือ
ภาษายาวี (ภาษามลายูที่ใช้เขียนด้วยตัวอักษรภาษาอาหรับ)ภาษารูมี (ภาษามลายูที่ใช้เขียนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ)


แม้แต่การเรียกตนเองของชาวมุสลิม ในระดับชาวบ้านมักนิยมเรียกตนเองว่า "ออแฆนายู" ซึ่งหมายถึง คนมลายู มากกว่าจะเรียกตัวเองว่า
 "ออแฆอิสแล" หมายถึงคนอิสลาม และไม่นิยมเรียกตนเองในภาษามลายูว่า"ออแฆมุสลิม"หมายถึงคนมุสลิม ส่วนผู้ที่เข้ารับนับถือศาสนา
อิสลามจะถูกเรียกว่า"มาโซะนายู" (-เข้ารับมลายู) มากกว่าที่จะเรียกว่า "มาโซะอิสแล" (-เข้ารับอิสลาม) ซึ่งควรจะเรียกชื่ออย่างหลัง
จึงจะถูกต้อง


ความแตกต่างในระบบโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งแบ่งการศึกษาศาสนาออกเป็น สามระดับ ระดับอิบตีดาอีห์(ชั้น 1-4) ระดับมูตาวัตสิต
(ชั้น 5-7) และระดับซานาวี(ชั้น 8-10) โดยศึกษาควบคู่ไปกับวิชาสามัญในระดับมัธยมศึกษา(ม.1-6) และสุดท้ายคือ ระดับกุลลิยะฮ คือ
ระดับคณะของวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย เช่น วิทยาลัยอิสลามศึกษาหรือวิทยาอิสลามยะลา เป็นต้น



ที่กลมกลืนกันได้ก็มีนะครับอย่างเช่นวัฒนธรรมมุสลิมที่เกี่ยวกับการเกิด โดยเฉพาะในจังหวัดยะลา ปัตตานีและนราธิวาส รวมถึงภาคใต้ตอนบนคือ
สงขลา สตูล มักจะมีวัฒนธรรม ที่สืบเนื่องมาจาการการเกิดของบุตรที่คล้ายคลึงกัน โดย วิธีการปฏิบัติกับเด็กแรกเกิด เช่น พิธีโกนผมไฟ การตั้งชื่อ
ที่มีทั้งไทยและอาหรับ ยกเว้นบางครอบครัวใช้ภาษาอาหรับอย่างเดียว



หรือบางอย่างเช่นพิธีงานศพเป็นประเพณีปฏิบัติประจำท้องถิ่นที่มีความคลุมเครือในหลักการอิสลาม มีทั้งผู้ปฏิบัติและไม่ปฏิบัติ เช่น การอ่านตะละ
เก็นตฺที่ปากหลุมฝังคนตาย การแจกเงินให้กับผู้มาร่วมละหมาดญานาซะหฺ การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย เป็นต้น



วัฒนธรรมเกี่ยวกับการแต่งกาย เป็นวัฒนธรรมสำคัญของศาสนาอิสลาม ทั้งชายและหญิง ซึ่งมีทั้งข้อพึงปฏิบัติและข้อพึงละเว้น ทำให้สามารถชี้
ได้ชัดว่าการแต่งกายของมุสลิม เช่น การคลุมฮิญาบ ของสตรีเป็นเพราะคำสอนของศาสนาที่กำหนดให้สตรีต้องปกปิดอวัยวะทุกส่วน
ของร่างกายให้มิดชิดยกเว้นใบหน้าและมือ การห้ามเพศชายที่ต้องปกปิดระหว่างสะดือถึงหัวเข่า เป็นต้น



ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆของการศึกษาเรียนรู้ "วัฒนธรรม" ที่เขาเชื่อ คิด ปฏิบัติ จะทำให้เราเข้าใจและรู้ว่าควรปฏิบัติต่อเขาที่ต่างจาก
เราอย่างไร การมี ศ.อ.บ.ต ในฐานะรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ จะอยู่ร่วมกับเขาหรือสัมพันธ์กับเขา(ชาวบ้านหรือคนในพื้นที่) ในลักษณะของ การช่วย
เหลือ การวางนโยบายทางการปกครอง การส่งเสริมและแก้ปัญหาความยากจน ส่งเสริมการค้าขาย การให้การศึกษา กับเขาได้อย่างไร ในแบบ
ที่เรียกว่า ตรงกับความต้องการ ตรงกับกาละเทศะ และสอดคล้องกับหลักศรัทธาในศาสนาที่เขาเหล่านั้นยึดถือ ปฏิบัติ  

ทักษิณแย่มากครับที่ยุบ ศ.อ.บ.ต ตอนสมัยก่อนที่เขาจะปกครองภาคใต้สงบมากครับ ผมไปเที่ยวหลายครั้งกับเพื่อนมุสลิม ไม่มีอะไรเลย
ไปกินโจ๊กกบที่เบตง ไหว้เจ้าแม่ลิ้มกอเนี่ยวที่ปัตตาตี ไหว้พระที่นราธิวาศ เห็นท่านเจ้าอาวาสมีคนมุสลิมมานั่งคุยด้วยมากมาย ลุงมุสลิมแกบอกว่า
มีชาวมลายูมุสลิมพากันมา "ขึ้น" อยู่ด้วยมากกว่าชาวพุทธเสียอีกคือมาให้การอุปัฏฐาก เพราะท่านเป็นคนดีมีเมตตาสูง จึงได้รับการเคารพจาก
ชาวบ้าน โดยไม่เกี่ยวกับการนุ่งเหลืองห่มเหลืองแต่อย่างไร


เพื่อนผมบอกว่า ทักษิณดูรายงานตอนเข้ามาใหม่ๆเขาเห็นว่า ศ.อ.บ.ต เป็นผลงานของประชาธิปปัตต์ และดูรายชื่อผู้อาจเป็น ผู้ก่อการร้ายเหลือ
อยู่ประมาณ 60 คน เขาจึงหลุดปากว่า โจรกระจอก สั่งยุบ ศ.อ.บ.ต เรียกตำรวจลงไปใช้วิธีอุ้ม 60 คนไปซะ (วิธีเดียวกับเขาใช้ปราบยาบ้า)แต่ผล
ลุกลามอย่างไร ก็ขอให้ดูปัจจุบันเถอะ

ทักษิณยุบ ศ.อ.บ.ต ได้วันเดียวในหลวงท่านก็เรียกท่าน พลากร สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการ ศ.อ.บ.ต ไปเป็นองคมนตรีทันที พวกคุณคิดเอาเองว่า
หมายความว่าอย่างไรและ ศ.อ.บ.ต สำคัญแค่ไหน"
 
 
   
 โดยคุณ อ่านแลต๊ะ [ วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน 2549 เวลา 14:49 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5


http://www.yala.go.th/webboard/view.php?No=3347


หัวข้อ: Re: ผู้นำคนใหม่ถ้านำปัญหาภาคใต้มาพิจารณาควบคู่ไปด้วย ถ้าเป็นไปได้ใคร่ขอเสนอ-----
เริ่มหัวข้อโดย: คำตัดพ้อของใบไม้ ที่ 21-09-2006, 11:37
ยุทธศาสตร์ : ชนะใจ พิชัย รัตนพล
24 กรกฎาคม 2548    กองบรรณาธิการ


ไม่ได้เป็นตัวแทนของรัฐบาล หรือ  สมช.  และไม่ได้ใกล้ชิดคุ้นเคยอดีตนายกฯ อานันท์  ปันยารชุน มาก่อน
 แต่เล่าด้วยความภูมิใจว่า  ครั้งหนึ่งนิตยสารสารคดีมาสัมภาษณ์ เรื่องยุทธศาสตร์สันติวิธีกับการแก้ปัญหาภาคใต้
 เมื่อนายกฯ อานันท์ได้อ่านก็ประทับใจ จึงเชิญไปพูดคุยและตั้งเป็นกรรมการสมานฉันท์
ทั้งนี้   ยังได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี  ให้เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี - แต่ดูเหมือนรัฐบาล


จะไม่เคยใช้ประโยชน์จากคณะกรรมการชุดนี้เลย



----ยังมีต่อ


หัวข้อ: Re: ผู้นำคนใหม่ถ้านำปัญหาภาคใต้มาพิจารณาควบคู่ไปด้วย ถ้าเป็นไปได้ใคร่ขอเสนอ-----
เริ่มหัวข้อโดย: คำตัดพ้อของใบไม้ ที่ 21-09-2006, 11:38


พ่อไม่เข้าใจลูก



"ผมอยู่กับเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงและต่อต้านอำนาจรัฐมาต่อเนื่องตลอดอายุราชการ  ตั้งแต่หลังวันเสียงปืนแตกปี  2508 ไม่นาน
 และได้ไปทำงานเกี่ยวกับภาคใต้"

รองพิชัยเล่าว่า  สิ่งที่ได้เห็นในครั้งนั้น  คือรัฐและเจ้าหน้าที่ค่อนข้างขาดความเข้าใจในเชิงวัฒนธรรม  ขาดความเข้าใจในเชิงลึก ซึ่งต่าง
จากที่รัชกาลที่ 6 ทรงเข้าพระทัย และนักปกครองรุ่นเก่าก็เข้าใจ ตัวอย่างเช่น การให้ความสำคัญกับผู้ที่จะไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ

"คนที่จะไปเป็นผู้ว่าฯ  ปัตตานีสมัยก่อนต้องผ่านการเป็นผู้ว่าฯ มานาน  เพราะเป็นเมืองเจ้า  เขาให้เกียรติกัน เหมือนคนเป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่
 ต้องไปไหว้เจ้าล้านนา"
แน่นอนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมากที่สุดอยู่ในยุคจอมพล ป.

"จอมพล ป. เข้าใจว่าความแตกต่างกับความหลากหลายอาจเป็นอันตรายต่อการปกครองแบบเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย  ต้องคิดเหมือนเราทำ
เหมือนเรา  แล้วก็ใช้ระเบียบใช้กฎหมายบังคับทั่วประเทศ มาลานำไทย-เลิกกินหมาก 

 แต่วัฒนธรรมภาคใต้เป็นวัฒนธรรมที่มาจากความศรัทธาพระเจ้า  เช่น การคลุมหน้า ไว้เครา พอไม่เข้าใจก็ไปทำให้มีความรู้สึกคับแค้นอึดอัด"
"เราคิดว่าเราผสมผสานคนจีนได้สำเร็จ   มุสลิมก็คงทำได้ ก็ไปทำนิคมแว้ง นิคมธารโต แล้วเอาคนไป  คิดฉาบฉวยว่าถ้าต่างวัฒนธรรม
ก็ทำให้เหมือนกันเสีย เอาคนเข้าไปเดี๋ยวก็แต่งงานกัน คนเราถ้ามีความสุข  มีการปกครองที่ดี เดี๋ยวเขาก็แต่งงานกันเองแหละ แต่ถ้าเมื่อ
ใดไปจับบังคับ  แน่นอนก็รู้สึกว่าเอ๊ะนี่เจตนาอะไร   ฉะนั้นต้องเข้าใจว่าความเป็นตัวตน  อัตลักษณ์   มันก็มีกันทุกคน มันมีวัฒนธรรมมีประ
เพณีวิธีคิด ที่นั่นก็มี แต่เขาไปโยงกับประวัติศาสตร์ ความเชื่อศรัทธา"
ยกตัวอย่างให้ฟังว่าวิธีการจัดการปัญหาของมาเลเซียฉลาดมาก   ในมาเลเซียมีคนมุสลิม  คนจีน  คนอินเดีย  และคนพุทธ  แม้ชาวพุทธ
จะเป็นคนส่วนน้อย กระจุกกันอยู่ที่กลันตัน แต่มาเลเซียก็ให้เสรีภาพและให้เกียรติ ถึงขั้นที่กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ


"มาเลเซียเขาได้รับบทเรียนจากปี   2512   ขัดแย้งกัน เขาก็เอามาศึกษาและพัฒนา ทีวีมีทั้งช่องภาษาอินเดีย  จีน  เขาปล่อยให้สื่อสารกัน
  คนถ้าไม่เชื่อใจกันจะอยู่กันได้ยังไง"

"ผมไม่ได้หมายความเราจะต้องไปกำหนดให้วันสำคัญของคนมุสลิมเช่นวันออกบวช   เป็นวันหยุด แต่ความเข้าใจการให้เกียรติซึ่งกันและกัน
เป็นสิ่งสำคัญ""เงื่อนปมที่สำคัญที่ทำให้เกิดสถานการณ์  เพราะเราเข้าใจผิดคิดว่าพี่น้องมุสลิมเขาไม่มีปัญหาหรอก   มีนบุรี หนองจอก ก็อยู่กันได้
 ไม่ใช่ไม่มี-เพียงแต่เขาเกรงใจเขาไม่อยากพูด พี่น้องมุสลิมเป็นคนอดทนอดกลั้น  แล้วเราก็ละเลยตรงนี้  เคยมีบ่อยครั้งที่เราเองก็รู้สึกว่าคนต่าง
ศาสนาต่างวัฒนธรรมมาดูถูกเหยียดหยามเราชาวพุทธ เราก็ไม่พอใจนะ คนมุสลิมเขาก็รู้สึก แต่เขาอดทนอดกลั้น"


หัวข้อ: Re: ผู้นำคนใหม่ถ้านำปัญหาภาคใต้มาพิจารณาควบคู่ไปด้วย ถ้าเป็นไปได้ใคร่ขอเสนอ-----
เริ่มหัวข้อโดย: คำตัดพ้อของใบไม้ ที่ 21-09-2006, 11:48


"เราเข้าใจผิดว่าพี่น้องมุสลิมไม่มีปัญหา  เราดูแลอย่างดี ที่จริงเขาอึดอัดแต่เขาไม่พูด เขาขอร้องว่าผับ  เธค ซ่อง ขอเถอะนะ
อย่ามี เขาพูดมาเป็นครั้งที่ไม่รู้เท่าไหร่ ไม่เคยมีใครสนใจ เพราะเฮ้ย-เมืองท่องเที่ยว  คือการเข้าใจในวิถีวัฒนธรรมต่างกัน
  ให้ความสำคัญน้อยมาก แต่รู้-ไม่ใช่ไม่รู้ คนเรานานๆ ก็ทนไม่ไหว ก็มีคนที่ extreme อึดอัดใจไม่พอใจอยากแสดงออก อยากท้าทาย"



"วีธีแก้ในอดีตก็คือพยายามทำให้มีช่องทางไม่ให้เกิดความรู้สึกรุนแรง  เช่น  อะไรที่จะไปกระทบมากเกินไป  ก็มี ศอ.บต. ไว้คอยดูไม่
ให้ใครเอาน้ำมันไปราดไฟ  ใครมีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรม
  ก็เชิญออกไปนอกพื้นที่-ไม่ได้ลงโทษนะ เช่นครูไปบอกว่าทำไม
ใช้ไปเช็ดพระพุทธรูปที่ห้องพระไม่ได้  บอกให้เอาดอกไม้มาไหว้ครูทำไมไม่เอามา  อย่างนี้ก็ต้องเอาออกนอกพื้นที่  ถึงจะไม่มีความผิด
 สมัยก่อนเขาก็เสนอ สมช.  สมช.ก็เสนอนายกฯ  ปีหนึ่งก็ 200-300  ราย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องประพฤติปฏิบัติและพูดจา เช่น ตำรวจตั้งด่าน-
เฮ้ยใครเป็นแขก ถ้าเป็นพุทธก็ค้นน้อยหน่อย เขาก็ร้องเรียนว่าไม่เป็นธรรม"
รองพิชัยย้ำว่า ปัญหาคือ รัฐมักจะคิดว่าดูแลคนไทยมุสลิม 3 จังหวัดภาคใต้ดีแล้ว
"คำที่พูดกันบ่อยมากก็คือ-เรื่องมาก   ได้คืบเอาศอก  รัฐคิดว่าดูแลดีแล้ว ใครบอกไม่ดีนี่โกรธตายเลย"  ซึ่งความจริงรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยที่
ผ่านมาก็ให้ แต่ไม่ได้ให้ในสิ่งที่เรียกร้องต้องการ "ไม่ใช่ว่าไม่ให้นะ การพัฒนา การศึกษา แต่มันไม่ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ"

http://www.thaipost.net/print.asp?news_id=110425&cat_id=220100&post_date=24/Jul/2548