ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด (รุ่นแรก)

ทั่วไป => สภากาแฟ => ข้อความที่เริ่มโดย: snowflake ที่ 26-08-2006, 16:04



หัวข้อ: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: snowflake ที่ 26-08-2006, 16:04
แนะนำศัพท์ใหม่
ฝากไว้เพื่อประเทืองปัญญาในวันหยุดสุดสัปดาห์ค่ะ  :D

http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=MDQxMzI1MDg0OQ==&srcday=MjAwNi8wOC8yNQ==&search=no

มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1358

นิธิ เอียวศรีวงศ์

Demagogue

น่าสนใจมากเลยครับที่ดิคชันนารี "พูดได้" ของผมแปลคำ demagogue ว่า "ผู้นำฝูงชน,
ผู้ที่ตั้งตัวเป็นหัวหน้าคนโดยวิธีล่อหลอก, นักกวนเมือง, ผู้ปลุกระดม, นักการเมืองที่ปลุกปั่น
ประชาชน"

ไม่มีใครที่อยู่ในอำนาจจะเป็น demagogue ได้เลย แม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจแต่ได้รับการ
สนับสนุนจากอำนาจให้ใช้สื่อสาธารณะ เช่น คุณสมัคร สุนทรเวช ก็ดูไม่น่าจะใช่ demagogue
ตามความหมายในดิคชันนารีของผม

คำนี้ไม่เคยมีในภาษาไทยและยังไม่มีจนถึงทุกวันนี้ ผมขอนิยามความหมายของ demagogy
ตามสารานุกรม Wikipedia ว่า "ยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อได้อำนาจทางการเมืองโดยอาศัย
อคติ, ความกลัว, ความหวังของสาธารณชน โดยทั่วไปแล้วก็ใช้วาทศิลป์และการโฆษณาชวนเชื่อ
และมักมีเนื้อหาออกไปทางชาตินิยมและประชานิยม"

ตรงกันข้ามกับนิยามในดิคชันนารี "พูดได้" ของผมเลยนะครับ เพราะคนที่น่าสงสัยที่สุดว่าเป็น
demagogue ก็ควรเป็นคนที่อยู่อำนาจนั่นแหละ แต่ไม่ได้ตัด "พันธมิตร" ออกไปเสียเลย
อยู่หรือไม่อยู่ในอำนาจก็เป็นได้ทั้งนั้น

ทำไมคำนี้จึงไม่มีในภาษาไทย ถ้าอธิบายแบบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็คือ เพราะไม่มี
"การเมือง" ในเมืองไทยก่อน พ.ศ.2475 แต่ผมไม่เชื่อ เพราะดูจะไร้เดียงสาเกินไป เพราะมี
"การเมือง" ในเมืองไทยหรือในเมืองไหนๆ มาตั้งแต่มนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียวเหมือนกัน

ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ว่า การเมืองระดับสูงในเมืองไทยสมัยโบราณนั้นไม่ใช่การเมือง
ที่มีฐานอยู่กับ "มวลชน" จนถึงปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ "มวลชน" จึงเริ่มมีความสำคัญ
ในการเมืองไทยมากขึ้น

การเมืองของยุโรปสมัยกลางและสืบมาภายหลังอีกหลายศตวรรษก็ไม่มีฐานมวลชนเหมือนกัน
แตกต่างจากกรีกและโรมันซึ่งพอมี "มวลชน" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยบ้าง (เฉพาะพวกที่เป็น
"เสรีชน") และด้วยเหตุดังนั้นจึงมี demagogue ในการเมืองกรีกและโรมันมาแล้ว (ที่จริงคำนี้
มาจากภาษากรีก แปลว่าประชาชน+การนำ)

ที่ว่าการเมืองระดับสูงของไทยไม่มีฐานมวลชนก็เพราะการแย่งชิงราชสมบัติกันนั้นไม่ได้อาศัย
ความเห็นชอบของประชาชน มีแต่ในบรรดาผู้มีอำาจด้วยกันเท่านั้นที่จะต้องต่อรองกันเพื่อ
ความเห็นชอบและสนับสนุน

ฉะนั้น จะว่าไม่มี demagogue หรือใช้วิธีของ demagogue ในการเมืองไทยโบราณเสียเลย
คงไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยก็ต้องอาศัยวิธีการอย่างนี้ในการปลุกระดมบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์
เหมือนกัน

หากเชื่อหลักฐานฝรั่งเศส พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาที่ใช้วิธีนี้อย่างได้ผลมากคือพระเพทราชา
ได้ปลุกปั่นขุนนางและพระชั้นผู้ใหญ่ให้ลุกขึ้นมาปกป้องพระพุทธศาสนาและขนบประเพณีอันดีของ
อยุธยาจาก (คอมมูนิด) ฝรั่งเศส จนแม้แต่ประชาชนที่ลพบุรีก็ร่วมกับพระในการเดินขบวนประท้วง
ฝรั่งเศสไปด้วย (เชื่อได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ)

อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไปซึ่งถูกกันออกจากการเมืองระดับสูงย่อมไม่รู้จัก demagogue
หรือวิธีการของพวกเขาดีนัก

และด้วยเหตุดังนั้น ประสบการณ์ของสังคมไทยในการเผชิญกับ demagogue จึงมีน้อย ข้อนี้ยัง
ไม่ค่อยจะสู้เป็นไรนัก ที่น่าห่วงกว่าก็คือ ดูเหมือนเราไม่ได้สร้างความสามารถในการรู้เท่าทัน
demagogue ให้เพิ่มขึ้นในสังคมของเรา ทั้งๆ ที่การเมืองที่มีฐานมวลชนย่อมเป็นทั้งอุดมคติและ
ความเป็นจริงของสังคมอย่างแน่นอน

กลไกเก่าที่มีมาในวัฒนธรรมเดิมของเราก็ช่วยได้นะครับ เช่น คนไทยพออ่านออกว่านักการเมือง
คนไหนเชื่อได้ เช่น คำพูดของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หรือ คุณอานันท์ ปันยารชุน คนไทย
มักไม่สงสัยว่ามีเจตนาจะกล่าวเท็จ เพียงแต่จะเห็นด้วยหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่น่าสังเกตว่า ที่เราประเมินบุคคลทั้งสองได้ดังกล่าวนี้ก็เพราะคนทั้งสองท่านได้ทำงานบริหาร
ประเทศให้เราเห็นมามากแล้ว 8 ปีบ้าง ปีเศษบ้าง ซ้ำยังมีบทบาทในสังคมสืบมาเป็นสิบปี
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กว่าเราจะจับได้ว่าเป็นหรือไม่ได้เป็น demagogue ก็ต้องใช้เวลานานมาก
หาก demagogue ขึ้นมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นานขนาดนี้ มิเกิดการซุกหุ้น, หนีภาษี,
เอื้อประโยชน์พวกพ้อง, ก่ออาชญากรรมสังหารหมู่ผู้คน, แบ่งแยกพลเมือง ฯลฯ กันจนบ้านเมือง
พังหมดหรือ

ผมพูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่า ไม่มีวัฒนธรรมอะไรในโลกหรอกครับที่ไม่สามารถแยกแยะคนดีคนชั่ว
ออกจากกันเลย เพียงแต่กลไกที่เราใช้ในวัฒนธรรมเดิมของเรานั้นไม่เพียงพอเสียแล้วที่จะแยกแยะ
ได้ทันการณ์หรือได้ทั่วถึง ในสังคมสมัยใหม่ซึ่งพวก demagogue มีเครื่องไม้เครื่องมือในการโป้ปด
มดเท็จได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนปัจจุบัน

และผมอยากพูดถึงกลไกทางสังคมและวัฒนธรรมของเราที่ตามไม่ทันศิลปะและวิทยาของ
demagogue ในโลกปัจจุบันนี่แหละครับ

แม้ว่าบุคคลสาธารณะเป็นปุถุชนเหมือนเราท่านทั้งหลายย่อมต้องกล่าวเท็จบ้างเป็นธรรมดา
แต่การกล่าวเท็จต่อสภาก็ตาม ต่อศาลก็ตาม ต่อกรรมการไต่สวนสาธารณะก็ตาม เป็นเรื่องใหญ่
มากในสังคมประชาธิปไตยที่อื่น หากถูกจับได้สังคมก็ไม่ยอมรับอีกต่อไป ต้องลาออกจาก
ตำแหน่ง หรือบางกรณีนับเป็นโทษทางอาญา

ผมรู้สึกว่าสังคมไทยยังไม่ค่อยรู้สึกภยันตรายของการกล่าวเท็จในกรณีดังกล่าวเท่าไหร่นัก
เห็นว่ามากกว่าการโกหกเมียนิดหน่อยเท่านั้น จึงมักจะเพียงแต่ร้อง "กิ๊วๆ" เท่านั้น

อันที่จริง demagogue ในโลกที่เป็นจริงนั้นไม่ได้ "โกหก" ตรงๆ หรอกครับ แต่ใช้กลวิธีอื่นที่
ซับซ้อนกว่านั้น มีคนเขาศึกษาแล้วแยกประเภทออกมาได้หลายอย่างมาก ผมขอยกกลวิธีให้ดู
เพียงไม่กี่อย่างพอให้เห็นเป็นตัวอย่างเท่านั้น

บิดเบือนหลักตรรกะที่คนมักไม่ทันคิด เช่น "คนไทยหรือเปล่า" ประหนึ่งว่าในโลกนี้มีจุดยืนอยู่
เพียงสองจุดคือไทยและไม่ไทย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว จุดยืนย่อมมีเป็นล้านจุดและ
คนไทยเองก็หาได้มีจุดยืนเดียวกันในทุกเรื่องไม่ และความเป็นคนไทยไม่อาจนิยามกันกันได้
ด้วยจุดยืนทางการเมืองหรือเศรษฐกิจหรือสังคม แม้แต่มีเป้าหมายเพื่อชาติ" เหมือนกัน
ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิถีทางเดียวกัน

"หากจะเป็นประชาธิปไตยก็ต้องตัดสินกันที่วันเลือกตั้ง ประชาชนว่าอย่างไรก็อย่างนั้น หากยัง
ไม่ยอมหยุดก็ต้องจัดการกันด้วยกฎหมายอย่างเด็ดขาด" นี่ก็เป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกหลักตรรกะ
อีกนั่นแหละ

การเลือกตั้งตัดสินอะไร? ตัดสินว่าพรรคการเมืองใดควรจะทำหน้าที่ฝ่ายบริหารเท่านั้น ไม่ได้ตัดสิน
สิทธิการประท้วงหรือแสดงความเห็นของสังคมลงไป นอกจากนี้ การใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
หรือเคร่งครัด ต้องใช้กับทุกฝ่าย อย่าลืมว่าฝ่ายบริหารเองก็ถูกกฎหมายบังคับควบคุมไว้เหมือนกัน
เช่น ใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธไม่ได้ (และนั่นคือเหตุผลที่ต้องใช้อันธพาล
เที่ยวต่อยตีผู้ประท้วงทั่วประเทศเวลานี้)

การยกเหตุเดียวขึ้นเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่ใหญ่และสลับซับซ้อน ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ใช้กัน
มากของ demagogue เหมือนกัน

เช่น "ภายใต้รัฐบาลนี้ราคายางเพิ่มจาก 20 บาทเป็น 100" ซึ่งจริง แต่ไม่ได้เกิดจากการกระทำ
ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว สาเหตุสำคัญมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันที่พุ่ง
สูงขึ้น แน่นอนว่ารัฐบาลย่อมมีส่วนอยู่ด้วยที่ตอบสนองสภาวการณ์ดังกล่าวโดยไม่ไปกดราคายาง
ลงจากความเป็นจริง สาเหตุมันซับซ้อนกว่าการกระทำของรัฐบาลมากทีเดียว

แต่พูดแล้วความหมายคลุมเครือชวนให้เข้าใจว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล เป็นต้น

ตัวเลขสถิตินั้นเป็นสิ่งที่ demagogue ชอบใช้มาก เพราะสามารถพูดจากด้านเดียวได้ง่าย
และบิดเบี้ยวได้ง่าย เช่น บอกแต่ตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยไม่บอกอัตราเงินเฟ้อ
หรือหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

อีกกลวิธีหนึ่งที่ใช้กันมากคือ ยกเอาลักษณะที่ไม่ดีให้ฝ่ายตรงข้าม แล้วก็โจมตีลักษณะที่ไม่ดีนั้น
"คนไทยหรือเปล่า" ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลวิธีนี้ด้วย คือสร้างภาพให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนว่าคือ
คนขายชาติ แล้วโจมตีการขายชาติ หรือยกเอาการบอยคอตการเลือกตั้งว่าเป็นศัตรูกับ
ประชาธิปไตย แล้วก็โจมตีศัตรูของประชาธิปไตย

ว่ากันที่จริง ในโลกแห่งสื่อมวลชนอย่างในทุกวันนี้นักการเมืองที่ไหนๆ และทุกฝ่ายก็มีความโน้ม
จะเป็น demagogue กันทั้งนั้น ฉะนั้น สังคมที่จะอยู่กับการเมืองฐานมวลชนได้ โดยไม่ปล่อยให้
demagogue มาทำอันตรายสังคม จึงต้องเป็นสังคมที่รู้ทัน

สังคมที่รู้ทันในโลกสมัยปัจจุบันเกิดขึ้นได้จากสองอย่าง คือ จากสถาบันแห่งความรู้ทั้งหลาย
นับตั้งแต่มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย, พิพิธภัณฑ์, องค์กรทางวิชาความรู้ต่างๆ ฯลฯ ต้องผลิตความรู้
ขึ้นมาตรวจสอบนักการเมือง เช่น ศึกษาวิจัยจนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของโครงการสามสิบบาท,
ธนาคารหมู่บ้าน, เอสเอมอี, โอท็อป ฯลฯ

และอย่างที่สอง ต้องมีสื่อที่เป็นอิสระและมีกึ๋น

ผมคิดว่าเราไม่มีทั้งสองอย่างข้างต้น หรือมีก็ไม่มีประสิทธิภาพนัก นักการเมืองไทยทุกพรรคจึงมี
แนวโน้มที่จะเป็น demagogue ง่ายและมาก จนกระทั่งแม้แต่คำว่า "การเมือง" ในภาษาไทย
ก็มีความหมายถึงอะไรที่ไม่จริง, ไม่ตรง, ไม่ซื่อสัตย์, หรือไม่น่าไว้วางใจ


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: 999 ที่ 26-08-2006, 16:21
ว่ากันที่จริง ในโลกแห่งสื่อมวลชนอย่างในทุกวันนี้นักการเมืองที่ไหนๆ และทุกฝ่ายก็มีความโน้ม
จะเป็น demagogue กันทั้งนั้น ฉะนั้น สังคมที่จะอยู่กับการเมืองฐานมวลชนได้ โดยไม่ปล่อยให้
demagogue มาทำอันตรายสังคม จึงต้องเป็นสังคมที่รู้ทัน

สังคมที่รู้ทันในโลกสมัยปัจจุบันเกิดขึ้นได้จากสองอย่าง คือ จากสถาบันแห่งความรู้ทั้งหลาย
นับตั้งแต่มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย, พิพิธภัณฑ์, องค์กรทางวิชาความรู้ต่างๆ ฯลฯ ต้องผลิตความรู้
ขึ้นมาตรวจสอบนักการเมือง เช่น ศึกษาวิจัยจนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของโครงการสามสิบบาท,
ธนาคารหมู่บ้าน, เอสเอมอี, โอท็อป ฯลฯ

และอย่างที่สอง ต้องมีสื่อที่เป็นอิสระและมีกึ๋น

ผมคิดว่าเราไม่มีทั้งสองอย่างข้างต้น หรือมีก็ไม่มีประสิทธิภาพนัก นักการเมืองไทยทุกพรรคจึงมี
แนวโน้มที่จะเป็น demagogue ง่ายและมาก จนกระทั่งแม้แต่คำว่า "การเมือง" ในภาษาไทย
ก็มีความหมายถึงอะไรที่ไม่จริง, ไม่ตรง, ไม่ซื่อสัตย์, หรือไม่น่าไว้วางใจ


การวิเคราะห์ของบทความ ดูแล้วทำให้ความหมายของศัพท์นี้เป็นเชิงลบมากไปหน่อยครับ


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: Cambridge ที่ 26-08-2006, 16:24
ขอบคุณครับ

ขอเสริมอีกนิด จาก ดิกชันนารี Oxford America จากเครื่อง Mac ของผมแปลไว้ได้ดีขนาดอ่านแล้วมองเห็นภาพเลยครับ ว่า...

dem * a * gogue (noun)

A political leader who seeks support by appealing to popular desires and prejudices rather than by using rational argument.

ผมว่ารวบรัดและเข้าใจได้ทันทีเลยว่าเหมือนใคร ?

ปล. ต้องยอมรับว่าอาจจะเป็นความหมายในเชิงลบสักหน่อย เพราะ ผู้ที่ชอบนำแบบนี้เป็นผู้ที่ไม่ได้ใช้เหตุผลมาตัดสินใจในการเลือกหรือชื่นชอบผู้นำ  น่าเป็นห่วงนะครับ... เหมือนกับหลับหูหลับตาจะบอกว่า นาย ก... สู้ๆ นาย ก...สู้ๆ หรือ... มึงเป็นใคร .... มีสิทธิ์อะไรไปว่าเขา ... น่ากลัวครับ


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: jerasak ที่ 28-08-2006, 03:18
ถ้าเป็นไปได้อยากรบกวนให้นิยามศัพท์คำนี้เป็นคำไทยครับ

จะได้นำมาใช้แทนคำว่า ทรราชย์ (tyrant) ที่เราเอามาใช้
กับ [*_*] อยู่เสมอๆ  คิดว่า demagogue มีความหมาย
ที่เหมาะสมกับ [*_*] อย่างยิ่งเลยครับ

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้แนะนำศัพท์คำนี้ให้แพร่หลายกัน
ในกลุ่มที่ต่อต้าน [*_*] ซึ่งเป็น demagogue ด้วยครับ


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: เพนกวินน้อยนักอ่าน ที่ 28-08-2006, 03:51
มิน่ามันพยายามหนี ดีเบต กับคนอื่น ตลอดเลย
ที่แท้ก็เป็นพวกไม่มีความสามารถในการใช้เหตุผลนี่เอง
ได้แต่จูงใจคนอื่นด้วยผลประโยชน์ เซ็งลี้กันทั้งวัน
อุดมการณ์ไม่มี มีแต่อุดมกิน ชินแด๊กเรียบ

 :lol:

อาจารย์นิธิ เขียนดีครับ
อ่านในมติชนสุดสัปดาห์แล้ว

ลองอ่านของไมเคิล ไรท์ เล่มนี้สิครับ
เรื่องสังคมและตลาดเสรี อ่านแล้วเข้าท่ามากๆ
อธิบายตัวตนของทักษิณเชื่อมต่อกับแนวคิดโลกได้ดี ทีเดียว



หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: jerasak ที่ 28-08-2006, 04:14
มิน่ามันพยายามหนี ดีเบต กับคนอื่น ตลอดเลย
ที่แท้ก็เป็นพวกไม่มีความสามารถในการใช้เหตุผลนี่เอง
ได้แต่จูงใจคนอื่นด้วยผลประโยชน์ เซ็งลี้กันทั้งวัน
อุดมการณ์ไม่มี มีแต่อุดมกิน ชินแด๊กเรียบ

 :lol:

อาจารย์นิธิ เขียนดีครับ
อ่านในมติชนสุดสัปดาห์แล้ว

ลองอ่านของไมเคิล ไรท์ เล่มนี้สิครับ
เรื่องสังคมและตลาดเสรี อ่านแล้วเข้าท่ามากๆ
อธิบายตัวตนของทักษิณเชื่อมต่อกับแนวคิดโลกได้ดี ทีเดียว



บทความของ ไมเคิล ไรท์ ที่ว่าถ้าสนใจจะหาอ่านได้ที่ไหน
มีลิงค์อยู่ในอินเตอร์เน็ตหรือเปล่า รบกวนลงลิงค์ให้หน่อยครับ


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: 999 ที่ 28-08-2006, 04:54



สำหรับทักษิณผมเลือกใช้คำว่า tyrant ครับ ชัดเจนดีแล้ว ดูผลงานสิครับ คนไทยเชื่ออะไรที่ไม่ถูกต้อง มาจากราก อวัฒนธรรม  :mozilla_cool:


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: RiDKuN ที่ 28-08-2006, 10:01
ขอบคุณครับ

ขอเสริมอีกนิด จาก ดิกชันนารี Oxford America จากเครื่อง Mac ของผมแปลไว้ได้ดีขนาดอ่านแล้วมองเห็นภาพเลยครับ ว่า...

dem * a * gogue (noun)

A political leader who seeks support by appealing to popular desires and prejudices rather than by using rational argument.

ผมว่ารวบรัดและเข้าใจได้ทันทีเลยว่าเหมือนใคร ?

ปล. ต้องยอมรับว่าอาจจะเป็นความหมายในเชิงลบสักหน่อย เพราะ ผู้ที่ชอบนำแบบนี้เป็นผู้ที่ไม่ได้ใช้เหตุผลมาตัดสินใจในการเลือกหรือชื่นชอบผู้นำ  น่าเป็นห่วงนะครับ... เหมือนกับหลับหูหลับตาจะบอกว่า นาย ก... สู้ๆ นาย ก...สู้ๆ หรือ... มึงเป็นใคร .... มีสิทธิ์อะไรไปว่าเขา ... น่ากลัวครับ

ความหมายชัดเจนครับ อ่านแล้วนึกถึงหน้าเหลี่ยมๆ ทันที


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: Cambridge ที่ 28-08-2006, 10:43
ถ้าเป็นไปได้อยากรบกวนให้นิยามศัพท์คำนี้เป็นคำไทยครับ

จะได้นำมาใช้แทนคำว่า ทรราชย์ (tyrant) ที่เราเอามาใช้
กับ [*_*] อยู่เสมอๆ  คิดว่า demagogue มีความหมาย
ที่เหมาะสมกับ [*_*] อย่างยิ่งเลยครับ

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้แนะนำศัพท์คำนี้ให้แพร่หลายกัน
ในกลุ่มที่ต่อต้าน [*_*] ซึ่งเป็น demagogue ด้วยครับ

จากนักวิชาการที่ไม่ขอเอ่ยนาม demagogue น่าจะใกล้เคียงกับ

ผู้(นำ)ที่ปลุกเร้าอารมณ์เพื่อใส่อคติ




หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: 999 ที่ 28-08-2006, 10:51
WordNet Search - 2.1             http://wordnet.princeton.edu/perl/webwn?o2=&o0=1&o7=&o5=&o1=1&o6=&o4=&o3=&r=1&s=demagogue&i=1&h=111300000000000222#c
Return to WordNet Home

Glossary - Help
SEARCH DISPLAY OPTIONS:  (Select option to change) Hide Example Sentences Hide Glosses Show Frequency Counts Show Database Locations Show Lexical File Info Show Lexical File Numbers Show Sense Keys Show Sense Numbers
Enter a word to search for:



KEY: "S:" = Show Synset (semantic) relations, "W:" = Show Word (lexical) relations

Noun
S: (n) demagogue, demagog, rabble-rouser (an orator who appeals to the passions and prejudices of his audience)
direct hypernym / inherited hypernym / sister term
S: (n) orator, speechmaker, rhetorician, public speaker, speechifier (a person who delivers a speech or oration)
S: (n) speaker, talker, utterer, verbalizer, verbaliser (someone who expresses in language; someone who talks (especially someone who delivers a public speech or someone especially garrulous)) "the speaker at commencement"; "an utterer of useful maxims"
S: (n) articulator (someone who pronounces words)
S: (n) communicator (a person who communicates with others)
S: (n) person, individual, someone, somebody, mortal, soul (a human being) "there was too much for one person to do"
S: (n) organism, being (a living thing that has (or can develop) the ability to act or function independently)
S: (n) living thing, animate thing (a living (or once living) entity)
S: (n) object, physical object (a tangible and visible entity; an entity that can cast a shadow) "it was full of rackets, balls and other objects"
S: (n) physical entity (an entity that has physical existence)
S: (n) entity (that which is perceived or known or inferred to have its own distinct existence (living or nonliving))
S: (n) causal agent, cause, causal agency (any entity that produces an effect or is responsible for events or results)
S: (n) physical entity (an entity that has physical existence)
S: (n) entity (that which is perceived or known or inferred to have its own distinct existence (living or nonliving))
Return to WordNet Home


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: snowflake ที่ 28-08-2006, 11:47

ผู้นำที่ใช้วิธีการปลุกปั่น และตอบสนองความต้องการของประชาชน
เพื่ออำนาจทางการเมืองของตนเอง โดยไม่สนใจความถูกต้องเหมาะสม
หรือความเป็นธรรมในสังคม


พอใช้ได้ไหมคะ?  8)


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: RiDKuN ที่ 28-08-2006, 12:09
แปลเป็นไทย คงแปลได้ว่า ผู้นำยำยำ นะครับ

อ้าว โดนเซนเซอร์  :lol:


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: AsianNeocon ที่ 28-08-2006, 12:46
ตอนแรกนึกว่าอะไร มะกอกกิ๊กๆก๊อกๆ ความหมายของ demagogue ที่อ.นิธีว่ามา และที่ทางพจนานุกรมฝรั่งว่ามา มันกินความแค่ผู้นำ ซึ่งมันเป็นเพียงสันขวานหรือคุณสมบัติหนึ่งของไอ้เหลี่ยมเท่านั้น



แต่ไม่ได้กินความไปถึง ๒,๕๐๐ ศพ กับๆอีกครึ่งหมื่นศพทาง ๓ จังหวัดภาคใต้ ชิปปิ้งหมู ทนายสมชาย และยังพยายามตามเก็บเอกยุทธ สนธิ เป็นลักษณะของ tyrant

นอกจากนี้ยังมีการโกงทุกรูปแบบ ไม่ต้องบรรยาย นี่คือ embezzler เรียกง่ายๆว่า crook

เอากิจการที่เป็นความมั่นคงของประเทศไปขาย เปิดโอกาสให้ต่างชาติรุกล้ำอธิปไตย นี่คือ treason คนทำก็คือ traitor

โกหก ปลิ้นปล้อน ตลบแตลงเป็นนิจ คือ liar

demagogue + tyrant + crook + traitor + liar = ????? ('the' ultimate bastard) แปลเป็นไทย ก็คือ "ผู้นำยำยำ" นั่นแล


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: พระพาย ที่ 30-08-2006, 20:45
แฮ่ม... ขอส่งประกวดด้วยคน

ผู้ลวงนำมวลชน
หรือ
ผู้ใช้เสน่ห์ลวงนำมวลชน

จะเข้ารอบไม๊เนี่ย อิ อิ


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: เพนกวินน้อยนักอ่าน ที่ 31-08-2006, 13:56
โทษทีครับ หลังๆผมเข้ามา น้อยครั้งอ่ะครับ
คุณ jerasak

บทความไมเคิล ไรท์ หาอ่านได้ในมติชน ฉบับศุกร์ที่แล้วอ่ะครับ
ที่หน้าปก เป็นรูป คุณลุงเลือดอาบ หน้าเซ็นทรัลเวิล์ดน่ะครับ
เล่มเดียว กับ เดมอะก๊อก ของอ. นิธิ นี่ละครับ

แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่ามี ในอินเตอร์เน็ตหรือเปล่า
ผมไม่ได้เป็นสมาชิกมติชนอินเตอร์เน็ต ซะด้วยสิครับ

 


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: mini ที่ 31-08-2006, 14:05
ไหนๆก็มีคำนี้แล้ว
ผมว่า น่าจะเอาที่ อ นิธิ
เขียนความแตกต่างระหว่าง Power and Authority มาลงด้วยนะครับ
อันนั้นก็ชัดเจนมากเหมือนกัน


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: พระพาย ที่ 31-08-2006, 14:08
ใช่อันนี้หรือเปล่าคุณเพนกวินฯ

http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=MDQxMTIyNTA4NDk=&srcday=MjAwNi8wOC8yNQ==&search=no

ฝรั่งมองไทย

ไมเคิล ไรท

สังคมและตลาดเสรี-ความจริงและความเท็จ Society and the Free Market-Fact and Fiction

ความนำ

ใน บทความนี้ผมขอย้อนกลับไปหาหนังสือ How Mumbo-Jumbo Conquered the World ของ Francis Wheen (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1355, 4-10 สิงหาคม 2549)

ในหนังสือเรื่องนี้นายวีนเสนอว่า ตั้งแต่ยุคได้ความสว่าง (คริสต์ศตวรรษที่ 17-18) โลกตะวันตกได้พยายามสร้าง "โลกที่ดีกว่า" ด้วยอุดมการณ์เหตุผลนิยม (Rationalism), เสรีนิยม (Liberalism) และมนุษยนิยม (Humanism) โดยดีบ้าง, ล้มเหลวบ้าง

แต่ตั้งแต่คริสต์ศักราช 1979 ลัทธิแธตเชอริสม์ได้บ่อนทำลายค่านิยมเหล่านี้ และต่อมานายเรแกน, บุชองค์ที่ 1, แบลร์ และบุชองค์ที่ 2 ได้พยายามพาโลกเข้าไปใน ยุคมืดใหม่ (New Dark Age) ด้วยลัทธิงมงายหรือ Mumbo-Jumbo ผมเสนอเพิ่มเติมว่า คุณทักษิณหลงเสน่ห์คำสอนเหลวไหลของบรรดา อนุรักษ์แนวใหม่ (Neo Cons) แล้วพยายามสร้างยุคมืดใหม่ให้เมืองไทย

หลักการใหญ่ๆ ของลัทธิเพี้ยนนี้คือ

1. สังคมไม่มีตัวตน มีแต่ผู้ชนะและผู้แพ้ และ

2. กลไกตลาดเสรีสามารถอำนวยความยุติธรรมและความอุดมโดยทั่วกัน ผมเห็นพ้องกับนายวีนว่านี้คือความเลอะเทอะบ้าบอหรือ Voodoo Philosoply ที่อันตรายอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม มีท่านผู้อ่านติดต่อถามผม (ซื่อๆ?) ว่า "สังคม มีตัวตัวตนจริงหรือ? ตลาดเสรี ไม่มีตัวตนจริงหรือ?" ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ตอบว่า :-



สังคมมีจริงไหม?

สังคม มีจริง ตั้งแต่มนุษย์เริ่มเป็นมนุษย์ (ก่อนสมัยหินช้านาน) เขาก็เริ่มอยู่กันเป็นหมู่คณะ หมู่คณะ นั่นแหละคือ สังคม แต่ละสังคมย่อมมีทั้ง 1. การเกื้อกูล (Cooperation เช่น การแบ่งปันอาหาร, ชุบเลี้ยงสมาชิกที่อ่อนแอกว่า) และ 2. การแข่งขัน (Rivalry การชิงดีชิงเด่น)

นักมานุษยวิทยาโดยมากเชื่อว่า สังคมที่เน้นการเกื้อกูล มักได้เปรียบ มีความยั่งยืนเอาตัวรอดในระยะยาวได้ดีกว่า หากเทียบกับ สังคมที่เน้นการแข่งขัน ซึ่งอาจจะรุ่งโรจน์ระยะหนึ่งแล้วพังทลายเพราะความขัดแย้งภายในหรือเพราะศึก ภายนอก

แน่นอนทีเดียวสังคมมนุษย์มีข้อบกพร่องอย่างมหันต์ตลอดจนทุกวันนี้ แต่สังคมมีตัวตนจริง และผู้หวังดีย่อมหาทางทำให้สังคมดีขึ้นทีละนิดทีละหน่อย

มีแต่ผู้ใจร้ายเท่านั้นที่จะชวนให้เชื่อว่า "สังคมไม่มีตัวตน" และมีแต่ผู้ชนะเท่านั้นจะอ้างว่าผู้ชนะมีความถูกต้องและผู้แพ้สมน้ำหน้า



ตลาดเสรีมีจริงไหม

ใคร อ้าง "ตลาดเสรี" ในสมัยปัจจุบันควรได้รับการเพ่งเล็งพิจารณาถึงสติ (ว่าสติยังดีหรือ?) และถึงเจตนา (ว่าหมายจะหลอกใครหรือ?) ทั้งนี้เพราะ "ตลาด" มีหน้าที่ทำงาน (Function) สองประการคือ 1. การแลกเปลี่ยน ซึ่งต้องการความโปร่งใสและเสรีภาพ และ 2. การทำกำไร ซึ่งต้องการความลับและการบังคับควบคุม (การทำกำไรสูงสุดจำเป็นต้องใช้การบิดเบือน Distortion ของตลาดอีกด้วย

ดังนี้จะเห็นได้ว่า ตลาด จะ เสรี ได้ยากหาก "มือที่คนไม่เห็น" (The Invisible Hand) ต้องการทำกำไร

แน่นอนทีเดียว ตลาดเสรีมีจริง แต่มีเฉพาะในระดับเบื้องต้น (Primitive เช่น สมัยโบราณหรือในชนบทห่างไกล) :- "ปังกูห้าก้อนแลกกับแม่ไก่มึงหนึ่งตัว เอาไหม? เอา!" นี่คือตลาดเสรีแท้ๆ ที่มีความโปร่งใส ไม่มีใครบังคับบิดเบือน และสร้างกำไรในรูปความพอใจให้ทั้งสองฝ่าย

แต่ในสมัยหลังเศรษฐกิจเจริญและมีความซับซ้อนมากขึ้น ตลาดจึงสิ้นความเรียบง่ายโปร่งใส ตลาดสมัยใหม่มีลักษณะคล้ายการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ในบ่อนเถื่อนมากกว่า เพราะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดย่อมมีข้อได้เปรียบเร้นลับ (Hidden Advantages) ที่อีกฝ่ายหนึ่งสู้ไม่ไหว อย่าให้พูดถึงข้อได้เปรียบที่เห็นประจักษ์ เช่น Advantages of Scale

ดังนั้น "ตลาดเสรี" ของพวก Neo-Cons เป็นเพียงการเพ้อฝันถึงยุคพระศรีอาริย์ พอๆ กับคำทำนายถึงสังคมนิยมบริบูรณ์ (Perfect Socialism) ของมาร์กซ์และเองเกลส์

ว่าง่ายๆ ระบบทุนนิยมต้องบิดเบือนตลาด มิฉะนั้น จะทำกำไรไม่ได้หรือทำได้น้อย ดังนั้น หากนายทุนเจอะตลาดเสรี (ที่เสรีจริงๆ) ก็คงหลบเสียพอๆ กับแดร๊กคิวล่าหลบไม้กางเขน



ความสรุปว่าด้วยเมืองไทย

รัก หรือชังพรรค "ไทยรักไทย" เราไม่มีหลักฐานว่าคุณทักษิณตั้งใจจะสร้างยุคมืดใหม่ให้เมืองไทย ในทางตรงกันข้าม ท่านคงเห็นว่าลัทธิ Neo-Cons เป็นวิถีสู่ความสว่าง น่าเสียดายที่ท่านไม่ทันสังเกตว่าช้านานมานี้นักคิดดีๆ ระดับโลกได้แฉว่าลัทธิ Neo-Cons เป็น Mumbo-Jumbo ทั้งเพ

1. ในเรื่องสังคม คุณทักษิณไม่เคยอ้างทฤษฎีของนางแธตเชอร์ว่า "สังคมไม่มีตัวตน" ทั้งนี้เพราะคุณทักษิณใช้นโยบายประชานิยม (Populist Policies) เป็นยามอมเมาให้เชื่อว่ารัฐบาลของท่าน "สู้เพื่อประชาชน" แต่นักคิดไทยดีๆ จำนวนมากชี้ให้เห็นว่า นโยบายเหล่านี้สร้างปัญหามากกว่าแก้ในระยะยาว และสังคมไทยปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำยิ่งกว่าแต่ก่อนระหว่าง ผู้ได้ดี (The Winners) และ ผู้เสียหาย (The Losers) ตรงตามความนิยมของนางแธตเชอร์

2. ในเรื่องตลาดเสรี นังโมหิณี (แมวนักเศรษฐศาสตร์-รัฐศาสตร์ ของผม) เสนอว่า :-

"ตลาดเสรีนั้นเป็นความคิดที่ดี น่านิยม เดี๊ยนอยากเห็นมีขึ้นมาบ้าง แต่จะต้องเป็นตลาดเสรี จริงๆ ไม่ใช่บ่อนพนันที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีไพ่ดีๆ สำรองไว้ใต้โต๊ะ

"ระบอบประชาธิปไตยก็เช่นกัน เป็นความคิดที่ดีน่านิยม เดี๊ยนอยากเห็นมีจริง แต่พรรครัฐบาลจะต้องไม่เล่นแร่แปรธาตุกับกติกาหรือกฎหมาย และท่านนายกฯ จะต้องไม่มีสิทธิ์ชักตัวโจ๊กออกจากคอแขนเสื้อแล้วอ้างว่าเป็น ประชามติ"

ท่านผู้อ่านเห็นด้วยกับคุณโมหิณีไหม? หรือว่าการเมืองไทยยังควรคงลักษณะ เล่นซ่อนหาถั่ว เล่นอภินิหารมหัศจรรย์อีกต่อไป?


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: เพนกวินน้อยนักอ่าน ที่ 31-08-2006, 14:10
ใช่แล้วขอรับ ขอบคุณคุณพระพายมากๆ
คุณ jerasak
ถ้าผ่านมาอ่าน ผมหมายถึง บทความนี้ล่ะครับ
 :|


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: พระพาย ที่ 31-08-2006, 14:13
คุณมินิ.. ผมสืบค้นในเวบมติชนเจอแต่คุณไมเคิลเขียนเรื่อง power กับ autority ครับ

http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=MDQxMjExMDg0OQ==&srcday=MjAwNi8wOC8yNQ==&search=no

ฝรั่งมองไทย

ไมเคิล ไรท

"อำนาจ"ในการเมืองไทย "Power" in Thai Politics

ความนำ

ท่าน ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมในหัวพาดข้างบนผมใส่เครื่องหมายคำพูดที่คำว่า "อำนาจ" และ "Power" ผมทำเช่นนี้เพราะเห็นว่าคำศัพท์นี้มีปัญหา, และอาจจะมีปัญหามากเป็นพิเศษในกรณีของไทย

ว่าโดยสรุป "อำนาจ" เป็นปัญหาสำหรับทุกชาติทุกภาษาทุกเมื่อ ว่า 1.มันควรมีพลังมากเพียงใดถึงจะมีประสิทธิผล? และ 2.มันควรมีขอบเขตอย่างไรถึงจะไม่กำเริบข่มเหงสิทธิที่ประชาชนควรมี?

เท่าที่ผมทราบ ภาษาไทยใช้คำเดียวคือ "อำนาจ" ในขณะที่ภาษาอังกฤษใช้สองคำที่ต่างกันมาก, คือ "Power" และ "Authority" (ในพจนานุกรมมีศัพท์บัญญัติว่า สิทธิอำนาจ = Authority, แต่ที่จริง "สิทธิที่จะใช้อำนาจ" ก็เท่ากับ "อำนาจ" นั้นเอง, ไม่ตรงกับ Authority)

Power กับ Authority ต่างกันอย่างไร?

Power คือ อำนาจดงดิบ ที่อาจจะดีหรือร้ายพอๆ กัน คล้ายคำว่า Energy (พลัง) พลังปรมาณูเรียกได้ว่า Nuclear Power หรือ Nuclear Energy ได้เสมอกัน ถ้าดีมันก็ทำประโยชน์มหาศาล, หากร้ายมันเป็นมหากาฬ

Power มาจากเบื้องบนโดยผู้อยู่เบื้องล่างไม่อาจโต้ตอบได้ ในเทพนิยายบรรดามหาฤๅษีมี The Power to bless (ให้พร) and the power to curse (สาป) ฆาตกรพาเหยื่อไปอยู่ในที่เปลี่ยวก็มี The power to kill, ชายใจหื่นโดดเดี่ยวกับสาวน้อยก็มี The power to rape

ในระดับรัฐก็เช่นเดียวกัน, ใครยึดอำนาจ (Power) ได้ก็สามารถทำอะไรตามอำเภอใจ คล้ายกับว่าประชาชนเป็นลูกไก่อยู่ในกำมือ ดังนี้ จะเห็นว่า Power อันตรายเพียงใด, ผิดกับ Authority ที่ไม่พิษมีภัย

Authority หมายถึง "อำนาจ" อีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากความความเคารพรักและความสมัครใจสมยอมจากข้างล่าง

ในสังคมที่เจริญ บิดามารดาไม่มี Power ที่จะทำอะไรตามใจชอบกับลูกๆ, แต่ท่านมี Authority ที่จะปกครองลูกๆ เพราะความเคารพของบุตร-ธิดา

Authority ไม่มีลักษณะคล้าย "พลัง" (Energy เช่น ปรมาณู, แผ่นดินไหว, ฟ้าผ่า) แต่เกิดจากความตกลงกันภายในสังคมด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน

ในสังคมและการเมืองไทยปัจจุบันมีตัวอย่างท่านผู้มี Authority มากมาย ท่านต่างไม่มี Power แต่มีความประพฤติงดงามน่าเคารพ, สุขุมคัมภีรภาพ, ไม่ละโมบเลอะเทอะ มอมแมม

ประชาชนส่วนใหญ่จึงพร้อมใจกันมอบ Authority ให้ท่านด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยม



ปัญหาที่เกิดจากทักษิณ

ผม สงสัยว่า ปัญหาปัจจุบันคงเกิดจากคุณทักษิณไม่เข้าใจความต่างระหว่าง Power กับ Authority เมื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก คุณทักษิณได้รับ Authority จากประชาชนให้บริหารบ้านเมือง แต่แล้วท่านเข้าใจผิดว่าเป็น Power จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ โดยไม่ฟังเสียงไม่ไว้หน้าใคร พฤติกรรมแบบเผด็จการเช่นนี้ทำให้คนจำนวนมากสิ้นศรัทธาไม่นับถือและเพิกถอน Authority ที่เคยมอบไว้

ว่าอีกนัยหนึ่งประชาชนจำนวนนี้เลิกนับถือ จึงเลิกอยู่ในโอวาท, ไม่ยอมเชื่อหรือเชื่อฟัง

จะโทษใครอื่นว่า ทำลายคุณทักษิณ, เห็นจะยาก เพราะดูได้ชัดว่าท่านบ่อนทำลาย Authority (ศรัทธาของประชาชน) ด้วยตนเอง เป็นขั้นตอนคล้ายกับว่าตั้งอกตั้งใจทำ



ปัญหานอกตัวทักษิณ

แม้ มีคนจำนวนมากสิ้นศรัทธาในทักษิณโดยสิ้นดี, เราต้องยอมรับว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังเคารพนับถือท่านอย่างยิ่ง ทำไมเป็นเช่นนี้? ตอบยาก เพราะคนนิยมทักษิณมีหลายประเภทที่มีปัจจัยต่างๆ กัน

ว่าโดยง่ายที่สุด คนนิยมทักษิณน่าจะเป็นพวกที่ได้ดีจากคุณทักษิณ (หรือ คิดว่า ได้ดี), ซึ่งเป็นเหตุผลที่น่าเคารพเพราะใครๆ ย่อมอยากได้ดี, ไม่มีใครอยากตกระกำลำบาก แต่ผมยังสงสัยว่า อาจจะมีปัจจัยที่ลึกกว่านั้น

ผมขอสันนิษฐานดังนี้ :-

ว่าโดยทั่วไป เมืองไทยย่างเข้ามาถึงสมัยใหม่แล้ว, นิยมระบบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย, อยากหันหลังยุคเผด็จการให้ผู้นำประเทศใช้ Authority (ที่อยู่ในขอบเขต) ไม่ใช่ Power (ที่อาจอาละวาด)

อย่างไรก็ตาม ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีความคิดล้าหลัง, อาลัยอาวรณ์ถึงยุคเผด็จการที่แสนสนุกสุขสำราญ :- "ท่านผู้นำ" มี Power สุดสมบูรณ์, รับผิดชอบทั้งหมดแทนประชาชนที่ไม่ต้องปวดขมับคิดมากกับเรื่อง Authority ที่ให้บทบาทกับทุกคนในสังคม

ผมเห็นอกเห็นใจคนคิดแบบนี้, แต่นังโมหิณีใจร้าย ว่า "Immaturity! ทารกไม่ยอมโตย่อมกลัวความรับผิดชอบ"



ความส่งท้าย

ต่อ ไปจะเป็นอย่างไร? คุณทักษิณจะยึดอำนาจ Power โดยตรง? ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะพี่ Bush มีปัญหาของแกเองมากโข, ในจดหมายจึงไม่รับปากว่าจะสนับสนุน

หรือคุณทักษิณจะเล่นมายากลต่อไป, สร้าง Authority เทียมขึ้นมาอีก? แต่ไม่มีใครเชื่อเสียแล้ว

หรือคุณทักษิณจะเป็นสุภาพบุรุษแล้วลาเวทีอย่างสง่างาม, ละ Power ให้บ้านเมืองกลับสู่วิถี Authority? ก็เป็นไปยาก

ดังนี้ ผมกับโมหิณีได้แต่หลับหูหลับตา, หวังว่าคนไทยคงคิดหาทางออกที่ดีงาม, อย่าให้เมืองไทยถูกลอกคราบหรือถึงขั้นเลือดตกยางออก


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: พระพาย ที่ 31-08-2006, 14:17
ไม่อยากเชื่อ... ผมเจออีกบทความที่เขียนไว้ในมติชนตั้งแต่ปี 2545 กรณีทักษิณใช้ "อำนาจ" กำลังสลายการชุมนุม... ซึ่งยังคงใช้คำพูดเดิมเหมือนตอนนี้.... ถ้าผมใช้อำนาจแล้วประชาชนไม่เห็นด้วย เลือกตั้งคราวหน้าก็ไม่ต้องเลือกผม

http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=MDQwMzMwMTI0NQ==&srcday=MjAwNi8wOC8yNQ==&search=no

วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1167

บทความพิเศษ

Absolute power corrupts absolutely

ภาพ น่าสลดใจจากการสลายม็อบต้านท่อก๊าซไทย-มาเลเซียที่หน้าโรงแรมเจบี หาดใหญ่ เมื่อค่ำวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นการใช้ความรุนแรงกับประชาชนในดีกรีเข้มข้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนใน รัฐบาลนี้

หากไม่มีไฟเขียวจากรัฐบาล ยากที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกล้าดำเนินการ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมากล่าวผ่านรายการวิทยุนายกฯ คุยกับประชาชน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อเช้าวันที่ 21 ธันวาคมรับรองการสลายม็อบในครั้งนี้ว่า ด้วยคำประกาศชัดเจนว่า

"ผมขอยืนข้างข้าราชการ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รักษาความปลอดภัย และสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้ใช้ความเด็ดขาด"

ในการออกอากาศ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวเชิงประณามผู้มาชุมนุม เรียกผู้ชุมนุมประท้วงว่า "คนไทยกลุ่มหนึ่ง" ที่ออกมาเคลื่อนไหวโดย "...ไม่ได้คิดถึงบ้านเมือง คิดแต่เรื่องอารมณ์ส่วนตัว ยกคนมาหลายร้อยคน เจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจค้น พบลูกตะกั่วที่ใช้หนังสติ๊กยิง น้ำบูดู ไข่เน่า และไม้ที่ใช้เป็นอาวุธจำนวนมาก ตำรวจเข้าสกัด จึงเกิดการปะทะ"

นอกจากกล่าวถึงผู้ชุมนุมประท้วงอย่างแข็งกร้าวแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวข่มขู่เอ็นจีโอไปพร้อมกันด้วยว่า

"เอ็นจีโอที่ดีรัฐบาลยินดีเป็นหุ้นส่วน เพราะมีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนเหมือนกัน ถ้าพูดด้วยเหตุผล รัฐบาลยินดีร่วมมือ แต่เอ็นจีโอที่พูดกันด้วยความรุนแรง รัฐบาลจะขึ้นบัญชีดำ และใช้กฎหมายรุนแรงเด็ดขาดดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอ หัวหน้าม็อบหรือใครก็ตาม จะไม่มีการเกรงใจกัน"

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แยกสลายเอ็นจีโอออกจากม็อบปากมูล โดยกล่าวหาว่ารับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหว

ท่าทีต่อเอ็นจีโอของ พ.ต.ท.ทักษิณ เปรียบเทียบได้กับอาการของฝ่ายขวาจัดที่เกลียดชังขบวนการนักศึกษาประชาชนใน อดีต และกล่าวหาว่ารับแผนต่างชาติประเภทญวน จีนมาเคลื่อนไหว

สาเหตุความเกลียดชังเหมือนกัน คือความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

ความเกลียดชังในครั้งนั้นลงเอยด้วยการล้อมฆ่ากลางเมือง ส่วนในครั้งนี้จะไปจบ ณ จุดไหนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ



การ ออกมารับรองการใช้ความรุนแรงที่หาดใหญ่ในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ยากจะรับได้ สำหรับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และจากรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนได้ตัดสินใจปัญหาทรัพยากร

ทำให้กลุ่มนักวิชาการ และองค์กรเอกชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างรุนแรง

เป็นการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมการใช้อำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ และข้าราชการภายใต้บังคับบัญชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ

นอกจากปราบปรามทำร้าย และใช้กฎหมายเล่นงานแล้ว ยังใส่ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมไปพร้อมกัน เหมือนรัฐบาลทหารในอดีต

กล่าวหาว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธ ได้แก่ น้ำบูดู ไม้ไผ่คันธง และตะกั่วถ่วงแห ที่อ้างว่าม็อบใช้หนังสติ๊กยิง รวมถึงระบุว่า ผู้ชุมนุมไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่รับเงินมาหัวละ 1,000 บาท

กล่าวหาดื้อๆ ว่าผู้ชุมนุมสตรีฉีกเสื้อตัวเอง ราวกับวิทยุยานเกราะในอดีต

ทั้งที่ปากคำของฝ่ายผู้ชุมนุมยืนยันว่าม็อบเป็นฝ่ายถูกกระทำ การสลายม็อบเกิดขึ้นขณะผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งกำลังทำละหมาด อีกส่วนหนึ่งกำลังกินข้าวเย็น เจ้าหน้าที่ก็ตั้งแถวตรงเข้าผลักดันม็อบออกจากพื้นที่ทันที

ในขณะที่ นายวัชรพันธุ์ จันทรขจร ผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่ประสานงาน ยืนยันว่า มีการตกลงให้ผู้ชุมนุมมาตั้งแถวที่หน้าโรงแรมในรัศมี 200 เมตร และมีข้อตกลงเรื่องจะให้ผู้ชุมนุมเข้าไปรวมตัวที่ลานหลังโรงแรมเจบี

ทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นว่า ฝ่ายไหนที่จงใจเล่นงานผู้ชุมนุม โดยไม่สนใจหรือเคารพต่อข้อตกลงที่ฝ่ายประสานงานได้ทำเอาไว้กับประชาชนเลย



ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึง พ.ต.ท.ทักษิณยิ่งมีท่าทียืนยันการใช้อำนาจของรัฐบาลว่าถูกต้องแล้ว

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า

"ถ้าประชาชนบอกว่า รัฐบาลที่รักษากฎหมายบ้านเมืองเป็นรัฐบาลที่ไม่ดี คราวหน้าไม่เลือก ผมก็ไม่ต้องมาทำงาน ก็พักผ่อน แต่ถ้าประชาชนบอกว่า รัฐบาลที่รักษากฎหมายบ้านเมืองดี คราวหน้าก็มาทำงานต่อ และจะทำอย่างนี้ เพราะมีจุดยืนชัดเจนว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย"

วาทะนี้ทำให้นึกไปถึงเหตุการณ์ตั้ง จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายทหารพิเศษสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย แต่ถูกคัดค้านจนต้องเลิกราไป เมื่อถูกทวงถามให้ขอโทษประชาชน นายชวนได้ตอบว่า ถ้าประชาชนเห็นว่ารัฐบาลทำไม่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องเลือก

เมื่อนักข่าวถามว่า จะกลายเป็นปัญหาระหว่างประชาชนกับรัฐบาลหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า

"ไม่เกี่ยว ประชาชนมีกี่คน ประชาชน 63 ล้านคน ผมทำหน้าที่ให้คนทั้ง 63 ล้านคน ถ้าจะมีความไม่พอใจสักแสนคนหรือล้านคนก็เป็นเรื่องปกติ แต่ขอให้คน 60 ล้านคนขึ้นไป เห็นว่าสิ่งที่ผมทำเป็นประโยชน์ ก็พอใจแล้ว"

การบอกว่าไม่สนใจเสียงส่วนน้อยไม่ว่าจะเป็น 1 แสนคนหรือ 1 ล้านคนก็เข้ารอยเดียวกับรัฐบาลในเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่หารือกันว่าพร้อมจะปราบปรามประชาชน แม้จะเสียเลือดเนื้อ 5 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม

ไม่น่าเชื่อว่านักการเมืองที่สนใจทฤษฎีอนาคต และติดตามอ่านแนวโน้มใหม่ๆ ของโลกอย่างเกาะติด แต่ถึงจุดหนึ่งกลับแสดงแนวคิดแบบเก่าๆ ออกมา

มีคำเฉลยว่า เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณมีสถานะเป็น "ชนชั้นปกครอง" เหมือนกับที่นายกฯ รุ่นพี่ไม่ว่า จอมพลถนอม กิตติขจร พล.อ.สุจินดา คราประยูร หรือ นายชวน หลีกภัย เคยเป็นมาแล้ว

เมื่อต้องรักษาอำนาจ จึงคิดและพูดคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะอ่าน As The Future Catches You มากี่รอบก็ตาม



เบื้องหลังความมั่นใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผลจากความสำเร็จในหลายแนวรบของพรรคไทยรักไทย

2 ปีที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณบุกตะลุยชิงความได้เปรียบได้ในเกือบทุกเรื่อง

ตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไป การสร้างความเข้มแข็งให้พรรคไทยรักไทย ด้วยการผนวกเอาพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามารวมไว้ ทำให้พรรคฝ่ายค้านแตะต้องนายกฯ ไม่ได้ และลดอำนาจต่อรองของกลุ่มวังน้ำเย็นไปในตัว

เวลา 2 ปีที่ผ่านมา ยังเป็นห้วงของการจัดแถวข้าราชการเพื่อให้สนองตอบรัฐบาลมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระดับปลัดกระทรวง รวมไปถึง ผบ.เหล่าทัพต่างๆ ล้วนมาจากการแต่งตั้งในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งสิ้น

จุดที่เสริมความมั่นใจของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมากเช่นเดียวกัน คือ แนวการบริหารเชิง "รุก" ทั้งในแง่นโยบายที่เรียกคะแนนนิยมจากประชาชนในตัวเอง และการตัดสินใจในเชิงการบริหารที่รวดเร็วฉับไว

ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน น่าสังเกตว่า การสำรวจโดยโพลของสำนักต่างๆ คะแนนนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณสูงลิ่วมาตลอด

ล่าสุดคือโพลของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีคะแนนนิยมเหนือ นายชวน หลีกภัย ถึงหนึ่งเท่าตัวในกรุงเทพมหานคร

รวมไปถึงโพลของสวนดุสิต ที่เปิดเผยผลสำรวจว่า ประชาชนพอใจการแก้ไขปัญหาปากมูลของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมาก

ปัจจัยบวกเหล่านี้ ท้าทายความฮึกเหิมให้แสดงตัวออกมา อย่างชนิดยากที่ปุถุชนธรรมดาจะควบคุมได้ แม้จะศึกษาธรรมะติดปลายนวมมาบ้างก็ตาม

และมีเสียงเตือนจากฝ่ายต่างๆ มาตลอดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะต้องระมัดระวังแนวโน้มของการเหลิงอำนาจ และการตัดสินใจโดยไม่สนใจรับฟังความเห็นที่แตกต่าง



ปัญหาเรื่องการใช้อำนาจของผู้ถืออำนาจรัฐ ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก

บารอน จอห์น แอ็กตัน ปราชญ์ชาวอังกฤษ ได้ให้บทสรุปเรื่องอำนาจไว้ว่า Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely.

คำแปลโดย "กรุณา กุศลาสัย" มีว่า "อำนาจมักทำให้คนเสีย ยิ่งมีอำนาจเท่าไหร่ คนยิ่งเสียมากเท่านั้น"

ยังมีบุคคลสำคัญที่คลุกคลีกับ "อำนาจ" จนมองเห็นด้านมืดของอำนาจ เสนอบทสรุปเกี่ยวกับอำนาจอีกหลายคน

มองเตสกิเออ ผู้นำการปฏิวัติประชาธิปไตยในฝรั่งเศส กล่าวว่า "ประสบการณ์สอนว่า ผู้ที่มีอำนาจ มักใช้อำนาจไปในทางที่ผิด และจะใช้อำนาจจนถึงขีดสุด"

อีกคนคือ เอ็ดมันด์ เบิร์ก "ยิ่งอำนาจใหญ่มาก ก็ยิ่งอันตรายในการใช้ผิดมาก"

และ โธมัส เจฟเฟอร์สัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐ

"หากมอบอำนาจให้ผู้ปกครองฝ่ายเดียว รัฐบาลทุกรัฐบาลจะถดถอยสู่ความเลว เพราะฉะนั้น อำนาจการปกครองบ้านเมือง จึงควรอยู่ในมือของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจนั้นอย่างแท้จริง"

นักคิดเชื้อชาติไทยสัญชาติไทยอย่าง น.พ.ประเวศ วะสี ก็เคยเตือนรัฐบาลนี้ว่า รัฐบาล รสช. มีกองทัพสนับสนุนพร้อมพรั่งยังไปไม่รอด ถ้าไม่ฟังประชาชน และชี้ไว้ว่า รัฐบาลกำลังอยู่ในจุดอันตราย เพราะมีอำนาจมากเกินไป

บทสรุปของ บารอน จอห์น แอ็กตัน ที่ดังกึกก้องขึ้นหลังเหตุการณ์ 20 ธันวาคม จะฝ่ากำแพงแห่ง Absolute power ไปถึงหู พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ยังเป็นที่สงสัย


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: mini ที่ 31-08-2006, 14:18
ผมกำลังจะกลับมาบอกเลย ว่าผมจำผิด ไม่ใช่ อ นิธิเขียน แต่เป็น ไมเคิล ไรท์เขียน
ขอบคุณมากครับ ที่หามาให้อ่านด้วย


หัวข้อ: Re: แนะนำศัพท์ Demagogue
เริ่มหัวข้อโดย: เพนกวินน้อยนักอ่าน ที่ 31-08-2006, 14:25
โอ เยี่ยมยอด
 :shock:


ความจริงความเสื่อมของทักษิณ
ถ้ามองในแง่การเมืองการปกครอง อย่างเดียว

ก็อ่าน วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1167

บทความพิเศษ Absolute power corrupts absolutel

ที่คุณพระพายนำมาแปะไว้ ก็จะเข้าใจได้ดีเลยครับ

ว่าอำนาจมันไหลไปไหลมา เลื่อนลอยไม่คงที่
ความพยายามรักษาอำนาจ และหาทางเพิ่มพูน
กลับเป็นทางที่นำไปสู่ความเสื่อมได้เร็วที่สุด
ถ้าย้อนกลับไปดูการรักษาอำนาจของเหล่าผู้นำเผด็จการทหารในไทย
ก็จะพบความคล้ายคลึงกันในหลายส่วน และผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
เพียงแต่ว่าหลังจากนั้น พวกบ้าอำนาจ มันก็ไปเกาะกลุ่มรวมตัวกันได้อยู่ดี
เฮ้อ หมดทักษิณ ก็ใช่ว่าจะหมดพวก เดมอะก๊อก อ่ะนะ
มันอาจแฝงตัวมาในรูปแบบใหม่ๆก็เป็นได้

ตัวตลกการเมืองที่บ้าอำนาจที่สุด
คงถึงเวลานับถอยหลังลาโรงในไม่ช้า
 8)